ประวัติเอกสารสำหรับ มีนาคม, 2007

หนังสือหนังหา:ศานติในเรือนใจ:ติช นัท ฮันห์

มีนาคม 25, 2007

ศานติในเรือนใจ : การเรียนรู้ศิลปะการดำเนินชีวิตอย่างมีสติและผาสุก
เขียน : ติช นัท ฮันห์
แปล : ธีรเดช อุทัยวิทยารัตน์

ฉันเพิ่งพบหนังสือเล่มนี้เมื่อวันอาทิตย์ที่แล้วนี้เอง แน่นอนว่าก่อนนั้นฉันเองเคยได้ยินได้อ่านงานเขียนของพระเซนท่านนี้มาบ้าง จากเพื่อนสหายที่มีจิตเมตตาช่วยกันนำเสนอ

ด้วยเพราะเล่มเล็กบางเบาในจำนวนหน้า ๑๒๐ กว่าหน้า ด้วยภาษาบอกเล่าอันอ่อนโยนของตัวอักษร ก่อนหลับตาสู่กาลราตรี ฉันต้องไล้ตาผ่านตัวอักษรอันอ่อนหวานนั้นทุกคืน อย่างเชื่องช้า อย่างสงบและไม่เร่งรีบ สหายที่อ่อนโยนทั้งหลาย ลองหายใจเข้าแล้วนึกถึงดอกไม้สิ สหายที่อ่อนโยนทั้งหลายรู้สึกอย่างไร เมื่อผ่อนลมหายใจออกสหายที่อ่อนโยนรู้สึกเช่นไร รู้สึกเหมือนฉันรึเปล่า

ฉันไม่อาจขยายความรู้สึกนี้เป็นตัวอักษรได้ หากแต่ว่าขณะนั้นที่ฉันหายใจฉันรู้สึกสงบเย็น เป็นความสงบเย็นที่ง่ายดายเหลือเกิน จากนี้ฉันจะเริ่มเล่าให้มิตรสหายทั้งหลายที่อยู่ณ. ที่นี้ฟัง ฟังว่าฉันได้เดินทางอย่างไรในที่แห่งนี้ ที่แห่งศานติในเรือนใจอย่างไร

ในเรือนใจอันอ่อนโยนนี้ฉันได้พบเรื่องราวทั้งสิ้น ๑๐ เรื่อง

บทที่๑ : ชีวิตคือปาฏิหาริย์
บทที่๒ : เราทุกคนล้วนเป็นดอกไม้
บทที่๓ : จงแปรสิ่งหมักหมมในตัวเรา
บทที่๔ : เราได้มาถึงแล้ว

หากให้ฉันเลือกที่เล่าฉันอยากจะขอเล่าเรื่องที่ ๑ ถึง ๔ เป็นเรื่องเดียวกัน เป็นเรื่องที่ว่าด้วย “ดอกไม้แย้มบานเมื่อเราหายใจเพื่ออยู่กับปัจจุบันขณะ”

การฝึกหายใจเป็นการเจริญสติอย่างง่ายที่ฉันเองก็เคยรู้มาบ้างแล้ว และเคยลองมาบ้างเหมือนกัน แต่ในขณะที่หายใจโดยการนึกถึงดอกไม้ สายน้ำหรือภูเขานั้นเป็นสิ่งใหม่ที่ฉันเพิ่งจะเข้าถึง

ทั้งหมดเหล่านี้ทำให้ชีวิตสดชื่นขึ้น มันเหมือนกับว่าชีวิตเราสดใหม่อยู่ตลอดเวลา เหมือนดอกไม้ที่แย้มกลีบบานยามเช้า เป็นความสดชื่นเช่นนั้น และในขณะเดียวกันนั้นสติอันสงบเย็นนั้นก็นำเรากลับมาอยู่ที่ตรงปัจจุบันขณะ ฉันเห็นด้วยอย่างมากเรื่องที่ว่าความหม่นหมองในจิตใจเรานั้นเกิดจากการที่เรามัวแต่อยู่กับเรื่องของอนาคต เรื่องที่กำลังจะมาถึง เราเร่งร้อนอยู่เสมอกับเรื่องเหล่านั้น

และการทำเช่นนั้นทำให้เราเกิดความหม่นหมอง ความหม่นหมองนั้นทำให้พลังชีวิตเราลดถอยลง มันทำให้เราไม่มีสติที่เข้าไปกระทำต่อปัญหาต่างๆที่ผ่านเข้ามา หากเป็นเช่นนั้นจริงคนที่อยู่รอบๆตัวเราก็จะได้รับผลจากเมล็ดพันธุ์อันไม่ดีนั้นด้วย ในบทส่งท้ายเรื่อง”เราทุกคนล้วนเป็นดอกไม้”เรียงร้อยถ้อยความอย่างเงียบสงบว่า

เราต้องหยุดการเผาผลาญบั่นทอนร่างกายและจิตวิญญาณของเราไปกับความคิดเกี่ยวกับความสุขในอนาคต เราต้องเรียนรู้ที่จะมีชีวิตอย่างมีความสุขในปัจจุบันขณะ สัมผัสกับศานติ และความสดชื่นรื่นเริงที่มีอยู่ในขณะนี้

หากมีใครสักคนมาถามเราว่า “ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในชีวิตของเธอมาถึงหรือยัง?” เราอาจจะตอบเขาไปว่า มันกำลังมาถึงในไม่ช้านี้แหละแต่ถ้าเรายังคงมีชีวิตอย่างเช่นที่ผ่านๆมา ช่วงเวลานั้นอาจจะไม่มีวันมาถึงเลยก็ได้ เราจำเป็นต้องเปลี่ยนปัจจุบันขณะให้เป็นช่วงเวลาอันอัศจรรย์ที่สุดและเราสามารถทำเช่นนั้นได้โดยการหยุด

หยุดวิ่งไปสู่อนาคต หยุดวิตกกังวลถึงอดีตที่ผ่านมา หยุดสะสมวัวจนมากเกินไป(เป็นนิทานชาดกในหนังสือครับ) เธอเป็นคนที่มีอิสรภาพ เธอยังมีชีวิตอยู่ จงลืมตาขึ้น และรื่นรมณ์กับแสงแดดและท้องฟ้าที่สวยงามและเด็กๆที่น่ารักซึ่งอยู่รายรอบตัวเธอ

การหายใจเข้าออกอย่างมีสติจะช่วยให้เธอสงบ สดชื่น มั่นคง แจ่มใส และเป็นอิสระที่สุด และสามารถรื่นรมณ์กับปัจจุบันขณะ จนเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดในชีวิตของเธอ

ในวันที่อากาศร้อน ฉันมักหลับตาหายใจเข้านึกถึงสายน้ำอันเย็นชื่น เมื่อระบายลมออกความสดชื่นก็มาถึงจิตใจของฉันแล้ว สหายที่อ่อนโยนเธอพร้อมที่จะไปกับฉันต่อรึยัง ถ้าพร้อมแล้วฉันจะพาเธอเข้าไปในโลกแห่งความรัก โลกแห่งสันติภาพ โลกทั้งสองถูกสร้างขึ้นจากความเข้าใจ ซึ่งแน่นอนว่าเราจะเข้าใจได้ก็ต่อเมื่อเราทั้งหลายมีสติ

บทที่ ๕ : ความสุขของคนคนหนึ่ง
บทที่ ๖ : สนธิสัญญาเพื่อศานติ
บทที่ ๗ : ปฏิบัติการแห่งความรัก
บทที่ ๘ : บัญญัติเพื่อสังคมที่มีสติ

จากบทที่๕ ถึง ๘ เราจะได้พบคำตอบของคำว่าความรักในอีกแบบหนึ่ง หากสหายผู้อ่อนโยนท่านใดก็ตามที่มักมีคำถามต่อคำว่า”ความรัก” อยู่ตลอดเวลาแล้วละก็ ฉันเองอยากให้เธอได้อ่านเรื่องราวเล่านี้ เพราะนี่อาจเป็นอีกความหมายหนึ่งที่เธอจะได้รู้จักความรักและรู้วิธีที่จะปฏิบัติต่อความรักด้วยความเข้าใจ เธอจะตีความเป็นอย่างไรนั้นนอกเหนือกว่าที่ฉันจะนึกได้ เพราะฉันและเธอย่อมเห็นไม่เหมือนกันแน่ๆ

แต่ที่ฉันชอบมากและยิ้มเลยละเมื่ออ่านนิทานเรื่องนี้ ความจริงฉันเคยอ่านมาแล้วแต่ไม่เคยเข้าใจแก่นของเรื่องนัก มันเป็นเรื่องขำขันที่ชวนหัวร่อในเวลาหนึ่ง หากแต่เมื่อเราได้อ่านมันแล้วตรองคิดดูดีๆ มันมีความหมายที่มากกว่าความขำขัน เธอจะลองฟังอีกรอบมั้ย ฉันจะเล่าให้ฟัง

ฉันอยากจะเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับความเป็นเช่นนั้นเองให้เธอฟังเรื่องหนึ่ง

เรื่องมีอยู่ว่า มีคนไข้โรงพยาบาลโรคประสาทในเมืองเบียนฮัวคนหนึ่งซึ่งดูเหมือนจะป็นคนปกติ เขากินและพูดคุยได้เหมือนคนอื่นๆ แต่เขาเชื่อว่าตัวเองเป็นฝักข้าวโพด และทุกครั้งที่เห็นไก่เขาจะวิ่งหนีสุดชีวิตทีเดียว

เขาไม่รู้ถึงความเป็นเช่นนั้นของตัวเอง เมื่อพยาบาลรายงานเรื่องนี้ให้หมอฟัง หมอก็บอกกับคนไข้คนนี้ว่า

“คุณไม่ใช่ฝักข้าวโพดหรอก คุณก็คือคนคนหนึ่ง คุณมีผม มีตา มีจมูก และแขน ” หมอได้สอนคนไข้แบบนี้แล้วในที่สุดก็ถามคนไข้ว่า “ทีนี้คุณลองบอกหมอสิว่าคุณเป็นใคร?”

คนไข้ตอบว่า”คุณหมอครับ ผมเป็นคน ผมไม่ใช่ฝักข้าวโพดหรอก” หมอมีความสุขมากเพราะรู้สึกว่าตัวเองช่วยคนไข้ได้มากทีเดียว แต่เพื่อให้แน่ใจ หมอก็เลยขอให้คนไข้พูดประโยคนี้ซ้ำๆกันว่า “ฉันเป็นคน ฉันไม่ใช่ฝักข้าวโพด” วันละสี่ร้อยครั้ง และเขียนข้อความนี้ลงกระดาษสามร้อยเที่ยว ชายคนนี้ก็เลยหมกมุ่นกับการทำตามที่หมอแนะนำและไม่ออกไปข้างนอกอีกเลย เขาอยู่แต่ในห้องพูดและเขียนตามที่หมอบอกทุกคำ

หนึ่งเดือนต่อมา หมอก็มาดูเขาอีก และพยาบาลก็รายงานว่า”เขาทำได้ดีเชียวค่ะ เขาอยู่แต่ในห้อง และปฏิบัติตามที่คุณหมอแนะนำอย่างขยันขันแข็งมาก”

หมอถามว่า”เป็นอย่างไรบ้างครับ”
“สบายดีครับหมอ ขอบคุณครับ”
“กรุณาบอกหมอหน่อยได้ไหมว่า คุณเป็นใคร”
“อ๋อได้ครับคุณหมอ ผมเป็นคนผมไม่ใช่ฝักข้าวโพด”

หมอคนนั้นปลื้มใจมาก และบอกว่า “เอาล่ะ เราจะให้คุณออกจากโรงพยาบาลในสองสามวันนี้ละ กรุณาตามหมอไปที่ห้องทำงานหน่อยนะ”

แต่ในขณะที่หมอ พยาบาล และคนไข้กำลังเดินไปที่ทำงานของหมอด้วยกัน บังเอิญมีไก่ตัวหนึ่งเดินผ่านมา ชายคนนี้จึงวิ่งหนีอย่างรวดเร็วจนหมอจับไว้ไม่ทัน กว่าพยาบาลจะพาคนไข้มาที่ห้องทำงานของหมอได้ก็ผ่านไปชั่วโมงกว่าแล้ว

หมอรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมา “ไหนคุณบอกว่าคุณเป็นคนไม่ใช่ฝักข้าวโพด แล้วทำไมถึงต้องวิ่งหนีด้วยละ เวลาที่คุณเห็นไก่”

ชายคนนี้ตอบว่า “แน่นอนครับหมอ ผมเป็นคน ไม่ใช่ฝักข้าวโพด แต่ผมจะแน่ใจได้อย่างไรว่าไก่มันรู้?”

ถึงแม้ว่าเขาจะฝึกฝนมาอย่างหนัก แต่เขาก็ยังไม่เห็น”ธรรมชาติที่แท้จริง”ของตัวเอง ไม่เห็นความเป็นเช่นนั้นของตัวเอง และไม่เข้าใจความเป็นเช่นนั้นของไก่ด้วย เราแต่ละคนต่างมีความเป็นเช่นนั้นของเรา หากเราต้องการอยู่ร่วมกับคนอีกคนหนึ่งอย่างศานติและมีความสุข เราจะต้องเข้าใจความเป็นเช่นนั้นของเขา รวมทั้งความเป็นเช่นนั้นของตัวเราด้วย

เมื่อใดที่เรามองเห็นสิ่งนั้น เราจะอยู่ร่วมกันได้อย่างมีสันติและมีความสุขโดยไม่มีปัญหาใดๆ

ฉันอ่านจบพร้อมได้ยิ้มมาอมเล่นหนึ่งเม็ด ฉันเองนึกถึงหนังเรื่องหนึ่งที่เพิ่งไปดูมา เป็นเรื่องคนที่ป่วยอย่างคนไข้ของหมอนั่นละ สิ่งที่ฉันชื่นชมในเรื่องนี้คือความพยายามของพระเอกที่จะทำให้นางเอกยอมกินข้าว ตอนที่นางเอกพยายามที่จะกินข้าวคำแรกนั้นฉันลุ้นแทบแย่ แน่นอนว่าคนที่อยู่ในโรงหนังวันนั้นถอนหายใจโล่งท้องเมื่อข้าวคำแรกผ่านลำคอนางเอกไปได้ มันเป็นความงดงามในความธรรมดา

เรื่องมีอยู่ว่า นางเอกของเรานั้นคิดว่าตัวเขาเองเป็นหุ่นยนต์ แน่นอนว่าหุ่นยนต์นั้นต้องอาศัยพลังงานจากถ่าน เธอก็เลยไม่กินข้าวและเธอก็ไม่ยอมบอกใครเสียด้วยว่าเธอเป็นหุ่นยนต์

I’m a Cyborg, But That’s OK / OK!

ซึ่งหากว่าเธอได้รับการรักษาจากหมอข้างบนโน้น หมอคงให้เธอท่องและเขียนว่า”เธอเป็นคนนะ เธอไม่ได้เป็นหุ่นยนต์” แต่พระเอกของเรานี่สิ เขาคนนี้มองเห็นความเป็นเช่นนั้นของนางเอก เขาไม่ได้บอกให้เธอเลิกคิดว่าเธอเป็นหุ่นยนต์ ซึ่งแน่นอนว่าที่เป็นเช่นนั้นเพราะว่า เขาเห็นเธอเป็นหุ่นยนต์จริงๆ สิ่งที่เขาทำได้ก็คือ

เขาได้สร้างเครื่องแปลงพลังงานจากข้าว แล้วติดตั้งลงในตัวเธอ และสัญญาว่าจะคอยซ่อมเครื่องนี้ตลอดไป (แถมให้นามบัตรเป็นรูปหัวใจเสียด้วย) ถึงตอนนี้ฉันคิดกลับไปยังเรื่องของฝักข้าวโพด ว่าปัญหาที่เขาเป็นนั้นอาจไม่ใช่ตรงที่ว่าเขาคิดว่าตัวเองเป็นฝักข้าวโพด ปัญหาอาจอยู่ที่ว่า ทำอย่างไรให้ฝักข้าวโพดนี้ไม่กลัวไก่ และสามารถอยู่ร่วมกับไก่ได้อย่างมีความสุข สหายทั้งหลายคิดอย่างฉันไหม ฉันคิดว่าบางทีพวกเราทุกคนอาจเป็นฝักข้าวโพดก็เป็นได้ หากแต่พวกเราเป็นฝักข้าวโพดที่ไม่กลัวไก่ ก็เท่านั้นเอง

มีอีกเรื่องหนึ่งที่ฉันอยากเล่าเป็นเรื่องของแม่ลูกคู่หนึ่ง คู่หนึ่ง ลูกของเธอ”โชวอน”เป็นเด็กออธิสติค แม่ของโชวอนหวังว่าการที่ให้โชวอนวิ่งนั้นจะทำให้โชวอนมีความสุข

Running Boy / ปาฏิหาริย์รักจากแม่

แต่ดูเหมือนว่าโชวอนจะมีขีดจำกัดในการวิ่งทำให้คุณแม่ต้องหาครูฝึกสักคนให้กับโชวอน ครูฝึกคนนี้กลับมองเห็นอะไรบางอย่างที่แม่ของเธอไม่เคยรู้ เรื่องราวเปลี่ยนไปเมื่อแม่ของโชวอนเริ่มไม่แน่ใจว่า การเคี่ยวเข็ญให้ลูกของเธอวิ่งอย่างเอาเป็นเอาตายนั้นแท้จริงแล้วเป็นความสุขของลูกเธอจริงๆ หรือเป็นความต้องการของเธอกันแน่ โชวอนวิ่งเพื่อตัวเองหรือวิ่งเพื่อแม่ของเธอกันแน่ เรื่องนี้คงมีแต่โชวอนเท่านั้นที่รู้

นี้เป็นเรื่องราวหนึ่งที่แสดงถึงความเข้าใจ ความเข้าใจที่มีต่อคนที่เรารัก แน่นอนว่าผู้เป็นแม่ย่อมรักลูกของเธออย่างไม่มีข้อแม้ แต่ความเข้าใจกับความรักอาจเดินทางไปด้วยกันไม่ได้หากเราไม่อาจมองเห็นความเป็นเช่นนั้นของคนที่เรารัก และพยายามยัดเยียดความเป็นเราให้กับคนที่เรารัก ความรักเป็นความทุกข์ก็เป็นเพราะเหตุนี้เอง

หน้า๖๐ ในบทที่ว่าความสุขของคนคนหนึ่ง

เมื่อเธอตกหลุมรักครั้งแรกและรู้รึกชื่นชอบใครคนหนึ่งมากๆ นั่นยังไม่ใช่ความรักที่แท้จริง ความรักที่แท้จริง หมายถึงความรัก ความเมตตาและความกรุณาเป็นความรักที่ปราศจากเงื่อนไขใดๆ

สหายที่อ่อนโยนทั้งหลาย ฉันพาเธอทั้งหลายเตลิดเข้าโรงนังจนได้ ไม่เป็นไร ฉันกำลังพาเธอทั้งหลายมาถึงตอนสุดท้ายของหนังสือเล่มนี้แล้ว

บทที่๙ : การสร้างชุมชนผู้ปฏิบัติธรรม
บทที่๑๐ : การตระหนักในความจริงอันสูงสุด

ฉันอ่านสองเรื่องนี้แล้วเห็นว่าต่อจากนี้เรากำลังจะก้าวออกมาเพื่อมองมุมที่กว้างแล้ว ทั้งสองบทนี้ต้องการเล่าถึงการนำวิถีแนวทางเหล่านี้ข้างต้นของการเจริญสติออกสู่วงกว้าง เป็นการแปรเปลี่ยนในระดับของชุมชน สังคมและรวมไปถึงความเปลี่ยนแปลงที่อาจกระทำได้ถึงระดับโลกก็เป็นได้ หากเราสามารถเริ่มเปลี่ยนแปลงจากโครงสร้างเล็กๆ โครงสร้างเล็กๆก็คือตัวเรานี้เอง “ความตระหนักในความจริงอันสูงสุด”

นั้นชี้ให้เราเห็นว่าการเปลี่ยนแปลงตัวเองนั้นสามารถมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆรอบๆเราได้ ด้วยเพราะสิ่งต่างๆล้วนแล้วมีความเชื่อมโยงซึ่งกันและกัน เป็นการละทิ้งกรอบทางความคิดว่าการยื่นอยู่ในพื้นที่อันคับแคบ เปลี่ยนเป็นการรับรู้ว่า เรานั้นกำลังอยู่อยู่บนโลก บนพื้นแผ่นดินที่ใช้ประโยชน์รวมกัน และไม่ว่าการกระทำใดๆของเขาหรือของเราก็ย่อมเป็นการส่งต่อผลกระทบกลับไปมาเป็นลูกคลื่น ไม่ว่าจะเป็นความดีหรือความไม่ดี

แต่บางทีเราเองก็มองว่าการเปลี่ยนโลกนั้นยิ่งใหญ่เหลือเกิน เราเป็นสิ่งมีชีวิตตัวเล็กๆแค่นี้จะไปกระทำอะไรได้ ฉันเองเคยคิดเช่นนั้นแต่ลองคิดในมุมกลับ สิ่งมีชีวิตเล็กๆนี่ละที่เปลี่ยนโลกให้เลวร้ายขึ้นทุกวัน เมื่อทำให้เลวร้ายได้ เหตุไฉนสิ่งเล็กๆเหล่านี้จะเปลี่ยนแปลงโลกให้ดีขึ้นไม่ได้

เปลี่ยนตรงใหน? เปลี่ยนจากสิ่งเล็กๆนี้ไงละ สิ่งมีชีวิตเล็กๆนี้ไงละ

หน้า ๑๑๓ การส้รางชุมชนปฏิบัติธรรม

ชุมชนปฏิบัติธรรมเป็นชุมชนของการทวนกระแส ทวนกระแสความเร็ว ความรุนแรง และวิถีชีวิตที่เป็นผลร้ายต่อร้างกาย และจิตใจซึ่งมีอยู่ดาษดื่นในสังคมของเรา การมีสตินั้นก็เพื่อป้องกันตัวเรา และคนอื่นๆ ชุมชนผู้ปฏิบัติธรรมที่ดีสามารถนำเราไปสู่ความกลมกลืนและตระหนักรู้ได้ หัวใจของการปฏิบัติคือสิ่งสำคัญที่สุด ส่วนรูปแบบสามารถปรับประยุกต์ได้ ในระหว่างการอบรมภวนาครั้งหนึ่งที่หมู่บ้านพลัม บาทหลวงคาทอลิกรูปหนึ่งถามฉันว่า

“อาจารย์ครับผมได้เห็นคุณค่าของการเจริญสติ ผมเพลิดเพลินกับเสียงระฆังการดื่มน้ำชา ภาวนา การกินอาหารอย่างเงียบสงบ และการเดินจงกลมปัญหาของผมคือผมจะปฏิบัติอย่างต่อเนื่องได้อย่างไร เวลาผมกลับไปที่โบสถ์แล้ว?”

ฉันถามเขาว่า “ที่โบสถ์ของท่านมีระฆังรึเปล่าล่ะ”
เขาตอบว่า “มีครับ”
“ท่านมีการตีระฆังรึเปล่า?”
“ตีครับ”
“ถ้าอย่างนั้น โปรดทำอย่างที่เราทำกันที่นิ่ทำอย่างมีสติ แล้วจะไม่มีปัญหาอะไรเลย

เมื่อเธอกลับไปสู่วัฒนธรรมของเธอ หรือเริ่มต้นชุมชนผู้ปฏิบัติธรรมขึ้นมาใหม่ เธอสามารถเพลิดเพลินกับการกระทำทุกอย่าง อย่างมีสติ ไม่จำเป็นที่เธอจะต้องละทิ้งขนบธรรมเนียมประเพณีหรือครอบครัวของเธอ จงรักษาทุกสิ่งทุกอย่างไว้และนำความมีสติ ศานติและความสดชื่นรื่นเริงเข้าไปเพิ่ม เพื่อนๆของเธอจะมองเห็นคุณค่าของการปฏิบัติจากตัวเธอ ไม่ใช่จากสิ่งที่เธอพูด

แต่จากชีวิตด้านในของเธอ

ฉันหลับตาแล้วหายใจเข้าอย่างเต็มปอดอย่างเชื่องช้าเย็นสงบ ระบายออกอย่างช้าๆเช่นเคย ฉันหายใจตามหลักของจวงจื้อ มันทำให้จิตของฉันไหลไปกับมวลอากาศที่เดินทางเข้าไปในร่างกาย มันทำให้ฉันอยู่กับปัจจุบันขณะ หากแต่ตอนนี้เดี้ยวนี้ฉันหายใจเข้านึกถึงดอกไม้ มันจึงทำให้ปัจจุบันขณะของฉันเมื่อหายใจออกมีความสดชื่น สงบเย็น

ก่อนจะจบหนังสือหนังหาของเรื่องว่าด้วยศานติในเรือนใจ ฉันเองอยากจะยกเอาบทสุดท้ายของปกเป็นตัวจบการเล่าเรื่องครั้งนี้

ดอกไม้ไม่จำเป็นต้องมีอะไรอื่นอีก เพื่อที่จะเกื้อกูล
ขอให้เป็นเพียงดอกไม้ ก็เพียงพอแล้ว

สำหรับมนุษย์คนหนึ่ง ถ้าเข้าเป็นมนุษย์ที่แท้จริงได้ นั่นก็เพียงพอแล้ว
ที่จะทำให้โลกสดชื่นและรื่นเริง

เพราะฉะนั้น ขอให้เธอฝึกการหายใจเข้า-ออก
และฟื้นความเป็นดอกไม้ในตัวเธอขึ้นมา

ขอสหายที่อ่อนโยนทุกท่านในที่นี้ ได้มีศานติในเรือนใจ

ด้วยมิตรภาพ

อืม…สมองกลวง

มีนาคม 22, 2007

กลวง

กลวง [ADJ] hollow
Syn. โหว่, โบ๋
Ant. ตัน.
Def. เป็นรูเป็นโพรงข้างใน.
Sample:หัวใจเป็นอวัยวะกลวงซึ่งประกอบด้วยกล้ามเนื้อพิเศษต่างจากกล้ามเนื้อชนิดอื่น

ที่มา : LEXiTRON

เวลา คิดอะไรไม่ออก อืม… เขาเรียกว่าสมองกลวงรึเปล่านะ อ่า.. แล้วมันไม่ดีเหรอสมองกลวงก็เบาหัวดีออก ง่า… ถ้าหัวเบาเวลาเราเดินศุนย์ถ่วงมันจะเพี้ยนนะ เดินเป๊ไปเป๊มาเหมือนคนเมาเลย เฮ้ย.. คนเมาสมองกลวงเหรอ ไม่หรอก เคยเมาเหมือนกัน ตอนเช้าตื่นมาในหัวเหมือนมีอะไรยัดอยู่เต็มเลย

อะไร???

ไม่รู้เหมือนกันรู้แต่ว่าเต็มจนแทบไม่มีที่ให้ใส่อะไรอีก อืม.. หรือว่าเป็นเหล้า เฮ้ย.. จะเป็นเหล้าได้ยังไง กินเข้าไปมันก็ลงไปที่กระเพาะสิ มันจะไปอยู่ที่หัวได้ยังไง เออ.. นั่นสินะ แต่แปลกนะ

แปลกยังไง???

ตอนนั้นหัวหนักมากมีอะไรอยู่เต็มหัวเลย แต่หัวกลับใช้งานไม่ได้ อืม.. จริงๆ เฮ่!!! ก็เหมือนกับตอนนั้นไง เวลาเรียนนะ เวลาคุณครูถามเราแล้วเราตอบไม่ได้ ครูจะว่าเราประจำเลยว่า “ไอ้สมองกลวง” แล้วนายตอบครูว่ายังไง

“รู้แล้วยังถามอีก ถามอยู่ได้ตอบเองบ้างสิ” ฉันตอบครูแบบนี้ “โกหก!! นายไม่ตอบแบบนี้แน่” ฉันตอบครูจริงๆ แต่ตอบในสมองกลวงๆของฉันนะ มันเบาเสียจนครูอาจไม่ได้ยิน

“แล้วครูทำไงต่อ”

ครูก็เอาไม่เรียวมาตีฉันนะสิ

“อ้าว!!… ทำไมละ”

“สงสัยครูจะได้ยินนะสิ ถามได้ไอ้คนนี้ สมองกลวงรึเปล่า”

เรื่องสั้น : ชีวิต

มีนาคม 21, 2007

ชีวิตเมื่อแรกบาน ก็สดใส อ่อนนุ่ม
มองทางใดก็งดงาม

เมื่อความสดชื่นหายไปกลายเป็นความแห้งเฉา

ไม่อ่อนนุ่ม ไม่นานก็ล้มหาย

ชีวิตมีแค่นี้จริงหรือ??

ไม่หรอก อย่างน้อยเมื่อจากไป ก็ยังเหลือเมล็ดพันธุ์ที่สดใส

เมล็ดที่พร้อมจะเติบใหญ่.. ตามมา

นี่สินะ การมีชีวิต

เรื่องสั้น : อยู่ตรงนี้

มีนาคม 20, 2007

“จะไปไหน?”

“อวกาศ”

“อวกาศอยู่ไหน?”

“บนโน้น..ไง” (ชี้นิ้วขึ้นบน)

“ถ้าไม่มีข้างบน ตรงนี้เป็นอวกาศมั้ย?”

“ถ้าไม่มีข้างบนก็ไม่มีข้างล่างนะสิ”

“ใช่..ถ้าไม่มีบนล่างตอนนี้เราก็อยู่ในอวกาศแล้ว”

“อยู่ตรงนี้?”

“ใช่!.. ตรงนี้.. ตรงนี้คืออวกาศ”

หนังสือหนังหา:เรื่องชวนขันของนาสรุดดิน

มีนาคม 13, 2007

“สุขภาพจิตดีไม่มีขาย ต้องสร้างเอง”

ฟังดูหอมหวนดีแท้สำหรับตัวอักษรที่เรียงตัวเป็นประโยคนี้ เวลาอารมณ์เสียเรานึกถึงอะไร ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม ที่เรานึกถึงย่อมเป็นอะไรที่ช่วยให้เราอารมณ์ดีขึ้นอย่างแน่นอน ไม่รู้ว่าคนอื่นเป็นอย่างไร แต่ส่วนตัวผมเองมักจะมีหนังสือเล่มหนึ่ง เล่มที่หยิบขึ้นมาอ่านเวลาเซ็งๆ เบื่อๆ เอียนๆ มันคงอารมณ์เดียวกับคนที่มีหมอนกอดประจำตัว ผ้าห่มสุดเลิฟ ซึ่งไม่ว่าจะขาดริ้ว เหม็นเน่าน้ำลายเพียงใด ก็ยังคงเป็นของสุดรัก

เคยลองนึกดูเล่นๆไหม่ละครับว่า.. มีหนังสือสักกี่เล่มเชียวที่เราสามารถอ่านซ้ำเกินกว่าสองรอบได้โดยไม่เบื่อ แน่นอนว่าในข้อนี้ไม่รวมพวกหนังสือจรรโลงใจอันใช้ปลุกใจเสือป่า(คอนกรีต) ที่เดี้ยวนี้แปรร่างปรุงสภาพตัวได้ต่างๆนาๆหาได้เป็นหนังสือปกขาวที่ซ่อนอยู่หลังราวแผงหนังสือ อย่างเช่นเก่าก่อน อ่า..ชักเตลิด เอ้า!! กลับเข้าเรื่อง หนังสือที่อ่านได้เกินสองหนมีอยู่สองอย่าง คืออย่างที่อ่านแล้วเป็นคำถามปลายเปิด เปิดประเด็นให้เก็บไปคิดต่อยอด อย่างเรื่อง เจ้าชายน้อย(อันนี้เป็นข้อคิดเห็นส่วนตัวนะขอรับ)

เล่มนี้อ่านแยกเป็นตอนก็ได้ อ่านรวดเดียวก็ได้ อ่านจบตอนก็นอนคิดอะไรเพลินๆ ทำไมถึงเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ประมาณอะไรเทือกนั้นละขอรับครับผม อีกอย่างที่เหลือก็คืออ่านแล้วอมยิ้มอ่านแล้วเบาสมอง อย่างเรื่อง”เด็กหญิงข้างหน้าต่าง” โต๊ะโตะจังเล่มนี้ผมจำไม่ได้แล้วว่าเริ่มอ่านตอนไหน

ถ้าจำไมผิดละก็น่าจะเคยเป็นหนังสืออ่านนอกเวลาสมัยเด็กแต่ มอ. อะไรนั้นไม่แน่ใจ ไม่รู้เหมือนกันว่าเด็กๆนักเรียนสมัยนี้ยังได้อ่านหนังสือนอกเวลากันอยู่หรือเปล่า แต่หวนนึกถึงอารมณ์ตอนนั้นที่ได้อ่านโต๊ะโตะจังแล้ว ก็อดขำตัวเองไม่ได้ว่าตอนนั้นร้องไห้เพราะหนังสือเล่มนี้ได้อย่างไร หลังจากพอโตแล้วลองหามาอ่านอีกรอบ ความรู้สึกก็เปลี่ยนไป กลับได้แง่คิดจากเรื่องนี้มากขึ้นแม้จะไม่ร้องไห้เหมือนตอนนั้นก็ตาม

จะว่าไปมีอีกเรื่องหนึ่งที่ทำให้ผมร้องไห้ได้ เป็นหนังสืออ่านนอกเวลาเหมือนกันใครแต่งไม่เคยจำเช่นเคย ชื่อหนังสือถ้าจำไม่ผิดชื่อ “ฉันอยู่นี่ศัตรูที่รัก” หากเพื่อนๆคนไหนยังพอหาอ่านได้ เพียงช่วยบอกเล่ากันฟังจะเป็นการดีอย่างยิ่ง(คิดถึงหนังสือเล่มนี้จริงๆ)แต่วันนี้ไม่ได้จะเล่าเรื่องของสองเรื่องด้านบนหรอกขอรับ เพราะเรื่องข้างนี้ข้าพเจ้าชอบใจเป็นพิเศษ เป็นเรื่องของชายคนหนึ่ง

บางคนบอกว่าเขาติ๊งต๊อง

บางคนบอกว่าเขาทึ่ม

แต่บางคนบอกว่า

เขาฉลาดปราดเปรื่อง

และมีบางคนบอกว่าเขาคือ

ปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่

เขาไม่ใช่มิสเตอร์บีน

เขาคือ..

นาสรุดดิน

เรื่องชวนขันของ นาสรุดดิน :
รวบรวมโดย : นริศฟา
สำนักพิมพ์ :โลกสวย

นาสรุดดินคือใคร? จากคำนำในหนังสือนาสรุดดินยังไม่แน่ชัดว่าเป็นชาวอะไร แต่นาสรุดดินถูกกล่าวถึงอย่างมากในช่วงศตวรรษที่๑๓-๑๔ จะว่าไปแล้วหากใครเคยได้อ่านนิทานพื้นบ้านของจีนบางเรื่อง จะพบความคล้ายของเรื่องเล่า โดยเฉพาะในช่วงของสมัยม่อจื้อ มีบางเรื่องราวนั่นเหมือนกันอย่างประหลาด อาจคิดได้ว่า การติดต่อค้าขายระหว่างดินแดนตะวันออกถึงตะวันออกกลางแถบตุรกี อีหร่าน หรืออัฟกานิสถานได้มีการส่งต่อเรื่องราวเล่านี้ต่อกันมา อาจเป็นแค่เรื่องที่พ่อค้าจีนเอาไว้คุยสนุกกับพ่อค้าแขกก็เป็นได้ (นึกถึงนิทานอีสปเลย) แต่มีอยู่บางเรื่องที่ผมเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกันคือ บางเรื่องนั้นคล้ายเรื่องของศรีธนชัยในบ้านเราด้วยเหมือนกัน แต่เพราะความไม่แน่ใจเลยไม่กล้าฟันธง (ใครเคยได้อ่านทั้งสองเรื่องช่วยตอบทีขอรับ)

หากกรีกมีอีสป อาหรับก็มีนาสรุดดินนี่ละขอรับ หากแต่เรื่องเล่าของนาสรุดดินนั้นออกจะเป็นเรื่องตลกร้ายบ้างในมุมมองของใคร บางเรื่องก็ชี้ให้เห็นถึงความคิดอันคมแหลมลึกซึ้ง

บางคนบอกว่าเขาติ๊งต๊อง ต๊องไม่ต๊องก็ต้องลองอ่านเรื่องนี้ดูขอรับ

๐ ขี้ลืม ๐

นาสรุดดินชอบใจลอยขี้หลงขี้ลืมเป็นประจำ คืนหนึ่งก่อนเข้านอนเขาจุดไม้ขีดไฟเพื่อดูว่าตัวเองดับเทียนแล้วหรือยัง

เรื่องบนนี้เป็นต๊องเล็กเล็กต๊องใหญ่ก็มีอีกเรื่องขอรับ

๐ นาสรุดดินเป็นตุลาการ ๐

มีชายสองคนมาพบนาสรุดดิน ที่ทำหน้าที่เป็นตุลาการ ชายคนแรกบอกว่า

“เจ้าหมอนี่มันกัดหูข้าครับท่าน.. ข้าต้องการเงินชดใช้ค่าเสียหาย”

ชายอีกคนแก้ตัวว่า “ไม่จริง! เขากัดหูตัวเองครับท่าน”

นาสรุดดินพักการพิจารณาคดีไว้ชั่วครา แล้วเข้าไปในห้อง พยายามทำท่ากัดหูตัวเองอยู่นานสองนาน แต่ก็ไม่สำเร็จ ตัวเองกลับต้องเจ็บตัวหกล้มหน้าผากแตก เมื่อกลับมาในห้องพิจารณาคดี ตุลาการนาสรุดดินก็ประกาศว่า

“จงตรวจร่างกายชายที่โดนกัดหู หากหน้าผากมีรอยแผลแสดงว่าเขาทำร้ายตัวเอง คำร้องเรียนถือเป็นอันตกไป ถ้าไม่มีแผลที่หน้าผาก แสดงว่าจำเลยเป็นคนผิด ให้จ่ายค่าชดใช้เป็นเงินสามเหรียญ”

บางทีความต๊องของนาสรุดดินก็เป็นความต๊องที่พยายามเหมือนกัน เพื่อให้ได้รู้ความจริงว่าคนเรากัดหูตัวเองได้ไหม่ถึงกับทดลองด้วยตัวเอง หากจะว่านาสรุดดินต๊องก็อดชื่นชมความต๊องในความพยายามไม่ได้เช่นกัน

บางคนบอกว่าเขาทึ่ม การกล่าวหาว่าคนนั้นนี่ “ทึ่ม”นั้น บางที่คนส่วนใหญ่มักใช้การกระทำตัวเองเป็นตัวตัดสินใจ นั้นเพราะไม่มีใครยอมรับแน่นอนว่าตัวเองทึ่ม นั่นหมายความว่าหากมีคนที่เห็นต่างจากเขาจากเรา หรือกระทำสิ่งที่ไม่เหมือนเขาเหมือนเรา เขาและเราก็จะพร้อมเรียกใครคนนั้นว่าทึ่ม แต่ลองมาอ่านความทึ่มปัญญาอ่อนของนาสรุดดินคนนี้บ้างดีกว่า บางทีความคิดเกี่ยวกับเรื่อง ทึ่มๆ ของเขาๆเราๆอาจจะเปลี่ยนไปก็เป็นได้

๐ เหรียญอันเล็กกับคนปัญญาอ่อน ๐

นาสรุดดินเคยยืนขอทานที่ถนนในวันที่มีตลาดนัด ปล่อยให้คนชี้ว่าเป็นคนโง่ปัญญานิ่ม เพราะไม่ว่าจะมีใครให้เงิน เขาจะเลือกหยิบเหรียญเล็กกว่าเท่านั้น วันหนึ่งมีชายท่าทางใจดีเข้ามาพูดกับเขาว่า

“นาสรุดดินเอ๋ย เจ้าน่าจะหยิบเหรียญอันใหญ่ไป เจ้าจะได้มีเงิน ไม่ต้องให้ใครมาชี้หน้าว่าปัญญาอ่อนอีก”

“ที่ท่านพูดก็ถูก” นาสรุดดินพูด
“ถ้าข้าหยิบเหรียญใหญ่แสดงว่า ข้าไม่ได้ปัญญาอ่อนกว่า ชาวบ้านก็จะเลิกให้เงินข้า แล้วข้าก็จะไม่มีเงินสักแดง”

เรื่องนี้ทำให้ข้าพเจ้านึกถึงพวกตลก “มืออาชีพ” คนพวกนี้สร้างเสียงหัวเราะจากความปัญญาอ่อน การแสดงให้เห็นว่าเป้นคนไม่ฉลาดคนทึ่ม เราๆ ท่านๆ หัวเราะให้กับความปัญญาอ่อนความทึ่มเหล่านั้น ในขณะเดียวกัน มาลองคิดดูอีกที นั่นเองคือความฉลาดที่จะหาเงินจากความปัญญาอ่อนความทึ่ม อ่า.. เป็นแบบนี้จะมาว่าคนทึ่มไม่ฉลาดไม่ได้แล้วนะขอรับเพราะความฉลาดกับความทึ่มมันคนละประเด็นกัน(หากเทียบกับเรื่องข้างบนนะขอรับ)

มาลองคิดดูอีกทีเดี้ยวนี้นะ คนเราตลกขบขำกับความล้มเหลวของคนอื่นอยู่บ่อยไป ไม่รู้เหมือนกันว่ามันจะกลายเป็นนิสัยที่ไม่ดีรึเปล่า ยังไงก็ขอให้มันจบที่หน้าจอทีวีก็แล้วกันอย่าจำมาใช้กับชีวิตจริงเดินดินข้างนอกเลยขอรับ มันเป็นเรื่องไม่ตลกเลย(นะ)ขอรับ

แต่บางคนบอกว่า

เขาฉลาดปราดเปรื่อง

ความฉลาดปราดเปรื่องนี่กระมังขอรับที่ผมเห็นว่ามีส่วนคล้ายฉลาดแกมโกงของศรีธนชัย แต่จะว่าเรื่องพวกนี้ก็ทำให้เราได้แง่คิดที่จะได้คอยระวังพวกที่คิดหัวหมอพวกนี้ ว่าแล้วก็มาดูสิว่ามีเรื่องอะไรของนาสรุดดินที่แสดงถึงความปราดเปรื่อง

๐ ไม่มีสักแดง ๐

นาสรุดดินให้หมอดูดวงให้ พอดูเสร็จ นาสรุดดินไม่ยอมจ่ายเงิน เชิดหน้าเดินจากไป หมอดูก็ดึงตัวนาสรุดดินไว้

“นี่ นาสรุดดิน ท่านยังไม่จ่ายเงินค่าดูดวงเลย”
“ท่านเป็นหมอดูแท้ๆ ไม่รู้รึไงว่าข้าไม่มีเงินสักแดง”

นาสรุดดินตอบ

ถึงแม้ว่าผมเองจะไม่ชอบดูหมอ หรือให้หมอมาดูก็เถอะ เจอมุขนี้เข้าไปก็อดสงสารไม่ได้เหมือนกัน อาวละ มาลองดูความปราดเปรื่องในอีกมุมบ้างดีกว่า

๐ พูดความจริง ๐

วันหนึ่งพระราชาทรงมีพระประสงค์จะให้ประชาชนของพระองค์พูดแต่ความจริง ทรงสั่งให้เอาที่แขวนคอมาตั้งหน้าประตูเมือง และให้เจ้าพนักงานประกาศว่า

“ใครก็ตามที่ต้องการเข้าเมืองต้องตอบคำถามตามความจริงเสียก่อน”

เผอิญนาสรุดดินเป็นหัวแถว ทหารยามก็เข้ามาถามเขาว่า
“เจ้าจะไปไหน บอกความจริงมา มิฉะนั้นเจ้าจะถูกแขวนคอ”

“ข้ากำลังจะไปโดนแขวนคอบนลานประหาร”
“ข้าไม่เชื่อ”

“ก็ได้ หากข้าโกหกก็จงแขวนคอข้าได้เลย”
“ก็เท่ากับเจ้าพูดจริงน่ะสิ”

“ก็ใช่นะสิ” นาสรุดดินพูด “ท่านต้องการความจริงไม่ใช่รึ ข้าผ่านเข้าไปได้รึยัง?”

ในบางตอนนาสรุดดินมีข้อโต้แย้งกับพระราชาอยู่หลายหน แต่ดูจากการคิดกระทำเรื่องอะไรพิเรนๆของราชาองค์นี้แล้วก็คงพอเดาได้ว่าบ้านเมืองจะเป็นอย่างไร ในบางตอนถึงกับมีการเสียดสีอย่างแสบคัน

๐ เงินทองกับความเป็นธรรม ๐

วันหนึ่งพระราชารับสั่งถามนาสรุดดินว่า

“นาสรุดดิน ถ้ามีเงินมาวางตรงหน้าเจ้า กับอีกสิ่งหนึ่งคือความเป็นธรรม เจ้าจะเลือกอะไร”

“ข้าพเจ้าก็ต้องเลือกเงินอยู่แล้วพะย่ะค่ะ”

“อะไรนะ นาสรุดดิน ถ้าเป็นข้าต้องเลือกความเป็นธรรมไม่เลือกเงินทองแน่ๆ เงินทองนะรึ ไม่เห็นมีอะไรน่าสนใจ ความเป็นธรรมต่างหากที่หาได้ยาก”

“คนที่ขาดแคลนอะไร ก็มักจะอยากได้อย่างนั้นพะย่ะค่ะฝ่าบาท”

ข้าพเจ้าไม่ค่อยอยากจะเชื่อเลยว่านาสรุดดินจะแก่ตาย(ฮ่าๆ)

และมีบางคนบอกว่าเขาคือ

ปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่

ไม่ใช่ว่าทั้งเรื่องจะมีแต่เรื่องตลกร้ายชวนขันเสียอย่างเดียว เรื่องราวที่ให้แง่คิดเกี่ยวกับชีวิตก็มีด้วยเช่นกันขอรับยกตัวอย่างมาสักเรื่องก็เห็นจะเป็นเรื่องนี้ที่ผมชอบๆ

๐ ผู้ทรงความรู้ ๐

วันหนึ่งครูหนุ่มของหมู่บ้านมาร่ำลานาสรุดดิน บอกว่าจะไปหาความรู้เพิ่ม เมื่อครูคนนั้นถามว่าคนที่เขาควรแสวงหาและยกย่องให้เป็นครูคือคนจำพวกใหน นาสรุดดินท่องสุภาษิตที่เขาเคยได้ยินจากคนในตลาดให้ฟัง

คนที่ไม่รู้ และไม่รู้ว่าตัวเองไม่รู้คือคนโง่ จงเลี่ยงเสีย
คนที่ไม่รู้ และรู้ว่าตัวเองไม่รู้คือเด็ก จงสอนเขา
คนที่รู้ แต่ไม่รู้ว่าตัวเองรู้คือคนหลับ จงปลุกเขา
คนที่รู้และรู้ว่าตัวเองรู้คือคนฉลาด จงเดินตามเขา

นาสรุดดินหยุดพูดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดต่อว่า

“แต่เจ้ารู้ไหมว่ามันยากแค่ไหนที่จะแน่ใจว่าใครที่รู้และรู้ว่าตัวเองรู้จริง”

นั่นสิขอรับ แม้แต่ความรู้ที่เรามีอยู่เองเราก็ยังไม่ค่อยแน่ใจเลยว่าไอ้ที่เรารู้นั้นมันถูกหรือผิด อ่า..งั้นกระผมก็คงคงเป็นประเภทที่สองกระมังขอรับ การเป็นเด็กก็ดีไปอย่าง มันทำให้เรารู้สึกตื่นตัวกับการเรียนรู้อยู่เสมอ

เรื่องของนาสรุดดินนั้นกระผมเองยังคงหยิบขึ้นมาอ่านคลายเครียดและยังขบคิดเรื่องบางเรื่องอยู่เสมอ น่าแปลกขอรับที่ผมอ่านหนังสือเล่มนี้หลายรอบโดยไม่นึกเบื่อเลย มันก็คงคล้ายกับตอนที่อ่าน”โต๊ะโตะจัง”ตอนโตแล้ว เราก็จะได้ความคิดอีแง่หนึ่งที่เปลี่ยนไป บางทีเมื่อแก่ตัวไปลองหยิบ เจ้าชายน้อยมาอ่านอีกรอบอาจจะได้คำตอบที่คนเราค้นหามาตลอดชีวิตก็เป็นได้

ก่อนจากกันวันนี้ขอจบท้าย”หนังสือหนังหา” ที่อารมณ์ขันครั้งสุดท้ายของนาสรุดดินขอรับ

๐ อารมณ์ขันครั้งสุดท้าย ๐

เมื่อนาสรุดดินชราภาพเป็นไม้ใกล้ฝั่งใกล้ตายอยู่รอมร่อ ภรรยาสองคนร้องห่มร้องไห้อยู่ข้าเตียง เพราะรู้ว่านาสรุดดินคงไม่รอดแล้ว ทั้งสองจึงแต่งตัวไว้ทุกข์เตรียมไว้

“อะไรกันนี่” เขาพูดเมื่อเห็นภรรยาของตนร้องไห้ไม่หยุด

“ไปถอดชุดไว้ทุกข์ออกเดี้ยวนี้ และแต่งตัวแต่งหน้าหวีผมเผ้าให้สวย แต่งชุดที่ดีที่สุดของเจ้าออกมาเลยนะ”

เราจะทำอย่างนั้นได้ยังไง ท่านกำลังจะตายอยู่ทั้งคน” ภรรยาคนแรกพูด แต่นาสรุดดินกลับตอบพร้อมรอยยิ้มว่า

“ตอนที่ยมทูตเข้ามาเอาตัวข้าไป พอเห็นพวกเจ้าแต่งตัวสวยๆ อาจจะเอาเจ้าคนใดคนหนึ่งไปแทนข้ายังไงละ”

พอพูดจบ เขาก็หัวเราะกับตัวเองและสิ้นลม

ขอทุกคนจงมีสติ .. และมีอารมณ์ดีเป็นของตัวเอง

ด้วยมิตราภาพขอรับสหายทุกท่าน

เรื่องสั้น : ภาพของซามูเอล

มีนาคม 5, 2007

ลมพัดเลียบยอดหญ้า ลอนผิวน้ำตีวงสลับไปมา “อากาศดี” ซามูเอลพูดพร้อมสูดรับอากาศเบื้องหน้าลงลำคอ

- ๑ -

วือ..วือ.. คือเสียงจากช่องพ่นลมเย็นห้องโถงใหญ่ของหอแสดงงานศิลปะประจำเมือง มีไม่มากนักที่จะมีงานของศิลปินอันมีชื่อเวียนมาจัดแสดง วันนี้ซามูเอลดูแลความเรียบร้อยของผลงานทั้งหมด

ซามูเอลชายแก่ที่แทรกร่างภายใต้สูทร่วมสมัยสีดำสนิทเดินทอดน่องตามทางเดินที่วนเวียนขึ้นไปยังโถงแสดงงานส่วนชั้นลอย สายตาหรี่ลางไต่ไปตามผนังอาคาร แต่ละช่วงจังหวะของความว่างเปล่า มีการจัดวางผลงานภาพเขียนขนาดใหญ่เล็กสลับสับไปมา ด้านข้างหรือบางทีก็ภายใต้กรอบรูปขนาดใดขนาดหนึ่งมีแถบคำอธิบายภาพ ความหมายและชื่อของศีลปิน บางชิ้นงานมีขนาดใหญ่กว่าร่างกายผู้สร้างสรรค์เสียด้วยซ้ำ

ความใหญ่ ของเฟรมภาพข่มความรู้สึกของซามูเอลเสมอ เมื่อใดที่เขาเดินมาหยุดยืนประจันหน้ากับร่องรอยฝีแปรงเขามักเพ่งมองลงไปในเนื้อสี ราวกับเห็นถึงการเคลื่อนไหวของจิตรกรเมื่ออยู่เบื้องหน้าแผ่นเฟรมยักษ์อันเวิ้งว้าง เนื้อสีสาดสลับไปมาจนก่อรูปปรุงแต่งอารมณ์ผู้คนให้คล้อยไหวไปกับลีลาบิดเบี้ยวของเนื้อเส้น สะบัดตวัดจนก่อเกิดเนื้อหาเรื่องราว เรื่องราวความประทับใจ เรื่องราวที่ผู้สร้างสรรค์ต้องการบอกกล่าวเล่าความ ความดี ความเลว ความอึดอัด ประทับใจ หวาบหวิว หลากอารมณ์ล้วนแล้วถูกถ่ายทอดผ่านริ้วสีและสายเส้นแห่งหัตถ์จิตรกร

ดวงแสงประดิษฐ์สาดส่องเข้าหารูปภาพแต่ละรูป วาบแสงเรืองเป็นไปตามช่วงจังหวะของการจัดวางภาพ ซามูเอลเดินขึ้นมาถึงชั้นลอยแล้ว พื้นที่ชั้นลอยเปิดโล่ง ภาพที่เห็นในห้องนี้มีเพียงภาพเดียว ถัดขึ้นไปด้านบนเพดานเป็นเฟรมกระจกใส แสงธรรมชาติจากภายนอกสาดเรืองเข้ามาถึงพื้นที่ภายใน ทิวเมฆคล้อยผ่านที่ละน้อย ทีละน้อย สีขาวของปุยเมฆสลับกับสีฟ้าคราม มองไปคล้ายรูปภาพในกรอบที่เคลื่อนไหวตลอดเวลา เมื่อมองจากด้านใน ซามูเอลมักคิดเสมอว่าพวกเขาและเหล่าผู้คนต่างชมและชอบเหลือเกินที่จะหยิบจับนานาสรรพสิ่งภายนอก เข้ากรอบนิ่งสนิทแล้วจับจ้องมองมันอย่างอารมณ์ผู้เป็นเจ้าของ หากแต่ในบางครั้งซามูเอลก็มักจินตนาการให้ตัวเองล่องลอยแหวกว่ายไปในเมฆเบื้องบน

อาจบางทีหรืออาจไม่มีทางเป็นไปได้ แต่หากเป็นไปได้ ซามูเอลคิดไว้ว่าในขณะที่เขาแหวกว่ายในอากาศเวิ้งว้าง เมื่อมองลงมาเขาจะมองเห็นตัวเองยื่นอยู่ด้านล่าง ภายใต้กรอบกระจก แหงนมองผ่านช่องกระจกที่มองไปคล้ายเฟรมรูปภาพขนาดใหญ่ เขาจะอยู่ตรงนั้นเสมอเพื่อมองผ่านกรอบภาพนั้นออกมา

เสียงสั่น ของโทรศัพท์มือถือกระชากภาพที่อยู่ตรงหน้าซามูเอลออกเป็นชิ้นๆ ซามูเอลใช้มืออันแห้งเหี่ยวล้วงลงไปในกระเป๋าถือสีดำ โทรศัพท์มือถือสั่นอย่างจ้าวเข้า มันทำหน้าที่สั่นอย่างเต็มกำลังและเชื่อฟังเมื่อซามูเอลกดปุ่มรับสาย เสียงที่ส่งมาจากปลายสายหวานซึ้ง เป็นเสียงสตรีที่ชวนฟังผู้หนึ่ง ซามูเอลเดินหลบเข้าหาผนังด้านที่อิงชิดติดบานหน้าต่างขนาดใหญ่ ใหญ่กว่าผู้คน

ต้นไม้ภายนอกโยกกิ่งก้านไปมา สีเขียวของรวงใบเคลื่อนไหวสลับเงาบนผิวน้ำตรงบึงบ่อน้ำด้านนอกดูสบายตากว่าแผงผนังทึบภายใน ซามูเอลเหม่อมองออกไปด้านนอก ปลายสายยังพูดกับเขาอยู่ เสียงของซามูเอลแหบแห้ง หากแต่แฝงความอบอุ่น ใครบางคนเดินตรงมายังหน้าต่าง เสียงตอกส้นเท้าดังกระชั้นเข้าหา มิได้มาโทรศัพท์ หากแต่เดินตรงเข้าหาชายชราผู้นี้ “ซามูเอล” ผู้ที่มาถึงเอ่ยขึ้น

“คุณใช่มั้ยที่ชื่อซามูเอล” ผู้ที่พูดจาเป็นชายวัยกลางคน สีผมของเขาสลับขาวทั้งหัวดูไปเป็นสีออกเทาเล็กน้อย สูทมาตราฐานเข้ากระชับรูปผู้สวมใส่ ตลอดทั้งร่างคล้ายเป็นต้นแบบของความมาตราฐานและความมีระเบียบ ซามูเอลชายตามองผู้มาเยือน สายตาของเขาตั้งคำถามถึงมารยาท เขาปล่อยให้เสียงปลายสายยังเล็ดรอดออกมา แววตาของซามูเอลบอกถึงความปิติยินดี “ผมจะรีบกลับ ผมจะรีบ แต่ตอนนี้ผมมีแขกขอโทษด้วย” เสียงสุดท้ายของซามูเอลก่อนที่เขาจะตัดสัญญาณเสียง

“คุณผู้ชายมีอะไรให้รับใช้ครับ” เสียงของซามูเอลราบเรียบ สีหน้ายิ้มแย้มพร้อมช่วยเหลือผู้คน

“ดี” ผู้มาเยือนพึงพอใจกับคำตอบและท่าที เขาเดินหันหลังพร้อมก้าวเดินออกไปข้างหน้า ในขณะที่พูดออกมา “ผมต้องการรูปวาดสักรูป”

“คุณผู้ชายต้องการซื้อรูปภาพ” ซามูเอลเดินตามแผงหลังอันเป็นรูปแบบมาตราฐาน

“ใช่ผมต้องการซื้อรูปภาพ” ชายในสูทกล่าวไปในขณะที่สายตาจับจ้องไปที่ภาพกรอบใหญ่ที่ตั้งสงบตรงกลางโถง มือแขนทั้งสองยกขึ้นมาสวมกอดหน้าอกตัวเอง สีหน้าครุ่นคิด มือข้างหนึ่งที่กอดอกไว้ยกขึ้นมาลูบไล้ที่ปลายคาง ราวกับว่ากำลังคำนวณบางสิ่งบางอย่างอยู่ในหัว

“ภาพที่คุณผู้ชายต้องการซื้อกระผมเห็นว่าควรจะอยู่ที่ชั้นล่างขอรับคุณผู้ชาย ด้านนี้ทั้งหมดไม่ได้มีไว้ขาย ”

ซามูเอลพูดจากด้านหลังในขณะที่เขาเองก็กลับหลังเดินกลับลงไปชั้นล่าง ชายผู้มาเยือนหันควับ สีหน้าเขาราบเรียบเย็นชา เขาหมุนตัวกลับจากนั้นค่อยเดินตามซามูเอลลงไป ดูเหมือนว่าเขาเป็นคนที่ไม่ค่อยชอบให้ใครเดินนำหน้า จนถึงชั้นล่าง เขาเร่งเท้าเพื่อที่จะได้เดินอยู่เบื้องหน้าซามูเอล

ซามูเอลมองแผงหนังของชายผู้นี้ แผงหลังนี้หากพูดได้ มันคงพูดว่า “ตามฉันให้ทันละ” แม้แผงหลังของชายผู้มาเยือนจะมิได้พูดออกมาจริงๆ แต่ซามูเอลก็หาได้สนใจไม่ เขามองไปยังกรอบหน้าต่างที่สะท้อนธรรมชาติภายนอกอาคาร แน่นอนว่าซามูเอลชอบมองต้นไม้มากกว่าผนังยิปซั่ม จนถึงพื้นชั้นล่างซามูเอลเดินเลี้ยวเข้าห้องแสดงงาน

“เชิญคุณผู้ชายด้านนี้ขอรับ” ชายที่เป็นผู้นำหยุดเท้ากึก เขากลับหลังหันเดินกลับมา คราวนี้เขาเดินตามหลังซามูเอล แต่สักพักก็ก้าวเท้ายาวขึ้นนำหน้าซามูเอลเหมือนเคย ซามูเอลได้แต่ยิ้ม เป็นรอยยิ้มที่อบอุ่น

- ๒ -

“มานา..ตาแก่ที่อยู่ในรูปนี่ใคร”

มานาเงยหน้าขึ้นละสายตาจากภาพที่ตนเองกำลังบรรจงลงเส้น หลังจากจุ่มพู่กันลงในแก้วน้ำใส มานาเปล่งเสียงช้าๆว่า “ซามูเอล”

“ซามูเอลเป็นใคร”

ความเงียบอบอวลพื้นที่ มาตาลีไม่ชอบบรรยากาศเช่นนี้เลย เธอชอบที่จะอยู่ในที่ครึครื้นห้อมล้อมด้วยผู้คน นี่มันเงียบเกินไป เงียบเสียจนเธอกลัว กลัวการที่จะอยู่คนเดียวกลัวความเดียวดาย มานายังคงจับพู่กันของเธอ ลากเส้นขึ้นลงระบายสีเสื้อของซามูเอลชายชราในกระดาษสีขาว ราวกับไม่สนใจความมีตัวตนของมาตาลี

มาตาลีผุดลุกขึ้นด้วยความหงุดหงิด หงุดหงิดกับความเงียบ หงุดหงิดกับความเฉยเมยของมานาที่มีต่อเธอ เธอกำพู่กันในมือของเธอแน่นเครียดที่ปลายพู่กันมีสีแดงสดประดับอยู่ เธอสะบัดพู่กันใส่มานา สะเก็ดสีกระเซ็นลงบนภาพซามูเอล มานามองดูมาตาลีที่ลุกยืนขึ้น เธอรับรู้ได้ถึงความหงุดหงิด เธอวางพู่กันของเธอลงในแก้วน้ำใสอีกครั้งก่อนที่จะบอกกมาตาาลีว่า “ซามูเอลเป็นพ่อ”

“พ่อ” มาตาลีนั่งลงโดยทันที คำตอบของมานาดูเป็นเรื่องแปลกสำหรับเธอ “พ่อเธอ มานาพ่อเธอเป็นชายชรา” มาตาลีมองมานาไม่กระพริบ มานายิ้ม เธอเพียงพยักหน้าขึ้นลงพร้อมส่งยิ้มให้กับมาตาลี ดูเหมือนว่าเธอมีรอยยิ้มแจกจ่ายให้เพียงพอกับคนทั้งโลก

“เขาทำให้เธอเป็นแบบนี้” มาตาลีพูด “เขาทำมันผิดพลาดจนเธอเกิดมาเป็นแบบนี้”

“ซามูเอลไม่ได้ตั้งใจ มันเป็นความผิดพลาดที่ไม่มีใครอยากให้เกิด” มานาค่อยๆตอบ เสียงเธอราบเรียบแต่มั่นคง มาตาลีย้นหน้า เสียงโทรศัพท์ทำลายบรรยากาศการสนทนาระหว่างเธอกับมานา เธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู สีหน้าของเธอคล้ายเห็นสิ่งที่หน้าเกลียด เธอเลือกที่จะไม่รับมัน เสียงโทรศัพท์เงียบลง มาตาลีหันมาทางมานา ดวงตาเธอมีน้ำตาคลอ

“มานา เราคือความผิดพลาด เราทั้งสองเกิดมาจากความผิดพลาด พวกเขาไม่น่าสร้างเราขึ้นมาเลย”

มาตาลีกอดมานาแน่นแม้ว่าแขนของเธอจะมีเพียงข้างเดียว มานาทำได้เพียงมองเธอและยิ้มเช่นเคย ยิ้มที่เธอมีให้ตลอดเวลาโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน เธออยากสวมกอดมาตาลี แต่เธอไม่มีแขน มานาเกิดมามีเพียงลำตัวและขาสองข้าง ความผิดพลาดของเซลกำเนิดพรากเอาแขนเธอไปทั้งสองข้าง หากแต่ว่าเป็นความโชคดีเหลือเกินที่มันไม่ได้พรากหัวใจและรอยยิ้มเธอไป
มานาเริ่มใช้ปากของเธอคีบพู่กันในแก้วใส ภาพของซามูเอลเต็มไปด้วยแต้มสีแดง มาตาลีมองภาพของซามูเอลถึงกับน้ำตาล่วง

“มานาฉันขอโทษ” มาตาลีน้ำเสียงสั่นเครือ มานายังคงยิ้มให้กับมาตาลี เธอค่อยแต้มสีเหลืองเป็นนริ้วรอบๆแต้มจุดสีแดง จากนั้นวางพู่กันลง

“มันเป็นความผิดพลาดที่ไม่มีใครอยากให้เกิด” มานามองมาที่มาตาลี น้ำเสียงของเธออ่อนโยน “มาตาลี เราช่วยให้ภาพที่ผิดพลาดนี้สมบูรณ์ได้ ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นในนี้เราจะเปลี่ยนให้มันเป็นสิ่งสมบูรณ์” จากนั้นมานาจึงค่อยๆแต้มริ้วสีเหลืองตามจุดแดงที่เกิดขึ้น ภาพของชายชราค่อยๆรายล้อมไปด้วยดอกทานตะวัน

มานาใช้สีดำจางๆแต้มลงในจุดสีแดงเป็นจุดเล็กๆ จากสีแดงกลายเป็นสีน้ำตาล มองดูแล้วเป็นช่อเกสรของดอกทานตะวัน ซามูเอลยืนอยู่ท่ามกลางดอกทานตะวัน ที่ใบหูของซามูเอลทัดดอกทานตะวันดอกใหญ่ มาตาลีค่อยๆช่วยมานาเขียนกิ่งก้านของต้นทานตะวัน สีเขียวเป็นริ้วๆ ค่อยๆแตกยอดเป็นใบ มาตาลีใช้มือเขียนเส้นได้ดีกว่ามานา เพราะมานาถนัดเรื่องการแต้มเสียมากกว่า ตอนนี้ซามูเอลยืนอยู่ท่ามกลางทุ่งทานตะวัน มาตาลีค่อยๆเห็นการเปลี่ยนแปลงของภาพ น้ำตาเธอหยดลงไปในภาพอีกครั้ง “มานา.. ฉันขอโทษ ขอโทษจริงๆ”

มานายิ้มรับเช่นเคย “ฉันกำลังอยากให้มีดวงอาทิตย์ตรงนี้พอดี ” พูดจบเธอก็ค่อยแต้มสีเหลืองเป็นวงกลมตรงหยดน้ำตามาตาลี

ภาพที่เห็นเป็นภาพเด็กผู้หญิงสองคน นั่งวาดรูปอยู่กลางเนินหญ้าสีเขียวชื้น ภายใต้เงาไม้อันร่มรื่น เงาเล็กๆสองเงากำลังกระทำบางสิ่งบางอย่างที่ผิดพลาดให้สมบูรณ์ สายลมโชยเอื่อย ลอนผมของมานาปลิวเล็กน้อยหากแต่รอยยิ้มนั้นงดงามเหลือเกิน งดงามอย่างสมบูรณ์แบบ

- ๓ -

“ภาพนี้ดูแปลกๆ” ชายในสูทมาตราฐานหยุดยืนตรงภาพขนาดใหญ่ตรงทางเข้าออก ความเขียวของเนินหญ้าดึงสายตาและร่างกายเขาให้เข้าหาภาพเบื้องหน้า “มันดูผิดสัดส่วนยังไงไม่รู้” เขากอดอกทำท่าครุ่นคิดเช่นเคย

“ภาพนี้เป็นภาพที่สมบูรณ์ที่สุด” ซามูเอลเดินตามหลังมาติดๆ ชายผู้มาเยือนมองดูรูปภาพอีกหน “ไม่.. เธอคนที่ยิ้มไม่มีแขน”

“แขนทั้งสองข้าง” สีหน้าของเขาออกอาการฉงนสงสัย เขาหันกลับมามองซามูเอล “ทำไม?” คล้ายมีเครื่องหมายคำถามประดับไปทั้งใบหน้า

ซามูเอลยิ้มอย่างอบอุ่น “ไม่มีแขน ผิดสัดส่วน นั่นไม่ได้หมายความว่าภาพนี้ยังไม่สมบูรณ์” ชายผู้มาเยือนย้นหน้า “อะไรคือความสมบูรณ์?”

“รอยยิ้มไงละ.. รอยยิ้มที่เกิดจากความสุข นั้นละคือความสมบูรณ์” ซามูเอลก้าวขึ้นไปยืนเบื้องหน้าภาพ มองรอยยิ้มของเด็กน้อยอย่างสุขใจ “คุณทราบมั้ย” ซามูเอลเอ่ยขึ้นลอยๆ

“อะไรคือความผิดพลาดความไม่สมบูรณ์ที่แท้จริง” กล่าวจบซามูเอลหันกลับมามองชายผู้มาเยือน ชายผู้เป็นต้นแบบของความมาตราฐาน และความเป็นผู้นำ เขาเงียบงันสายตาจมลึกลงไปในรอยยิ้มและแววตาของเด็กสาวในภาพ

“ความผิดพลาดของคนเราก็คือ การที่เรามัวเสียเวลากับการไม่ยอมรับความผิดพลาด และละเลยโอกาสที่จะแก้ไขมันให้เป็นสิ่งที่สมบูรณ์ ” ซามูเอลพูดจบพร้อมกับยกแขนขึ้น มองไปที่นาฬิกาข้อมือ เขาแหงนหน้ามองไปเบื้องนอก แสงแดดค่อยสาดเข้ามาตามช่องแสงกระจก ผนังห้องเริ่มแถบเงาของแดดทาบผ่าน รวมทั้งภาพที่อยู่เบื้องหน้า

“ได้เวลาที่ผมต้องไปแล้ว ต้องขอโทษคุณผู้ชายจริงๆ ส่วนที่เหลือปีเตอร์จะเป็นคนจัดการให้ได้” กล่าวจบซามูเอลโค้งให้กับความมาตราฐานและความสมบูรณ์แบบ แล้วผละจากมา

“คุณจะรีบไปใหน” เสียงเรียกของชายผู้มาเยือนไล่ตามหลัง ซามูเอลหยุดเท้ากึก เขาไม่ได้หันมา หากแต่พูดออกมาว่า

“ผมกำลังจะมีลูก นั่นละคือความสุข นั่นละคือความสมบูรณ์ในชีวิตผม” เขาก้าวเท้าเดินออกจากห้อง

“ซามูเอลคุณมีชื่อให้กับเธอรึยัง” เสียงนั้นยังไล่ตามหลังซามูเอล

“มานา”

ซามูเอลตอบเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่จะเดินจากไป เขาเดินผ่านเนินหญ้าด้านหน้าหอแสดงงาน ต้นไม้ใหญ่ยืนต้นสลับเงาไปมา บึงน้ำด้านหน้ามีเสียงระลอกน้ำตีชายขอบบ่อ ชายผู้มาเยือนยืนนิ่งเงียบอยู่หน้ารูปเบื้องหน้า เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา เสียงโทรศัพท์ดังแผวเบาในความเงียบ ไม่มีใครรับสาย เขาทิ้งมือที่ถือโทรศัพท์ลงข้างลำตัว เสียงสัญญาณขาดหาย เขาจมอยู่ในความเงียบ

“มาตาลี.. พ่อขอโทษ” เสียงนั้นแผวและเบาบาง เขาไล้สายตาไปยังภาพเบื้องหน้า แสงแดดสาดส่องไปที่เด็กสาวทั้งสอง เขามองกลับไปยังที่มาของแสง ภาพข้างนอกดูสดใส แสงแดดสะท้อนผิวน้ำเป็นประกายระยับ

“อากาศดี” เขาเอ่ยขึ้นลอยๆก่อนจะสาวเท้าออกจากห้องแสดงงาน

หมายเหตุ

มานา คือชื่ออาหาร เป็นเม็ดขาวเหมือนเมล็ดผักชี มีรสเหมือนขนมแผ่นประสมน้ำผึ้ง ชนชาติอิสราเอลได้กินมานาสี่สิบปี จนเขามาถึงเมืองที่อาศัยอยู่ พวกเขากินมานาจนมาถึงชายแดนแคว้นคานาอัน(จากหนังสือ “มานาประจำวัน”)