
ศานติในเรือนใจ : การเรียนรู้ศิลปะการดำเนินชีวิตอย่างมีสติและผาสุก
เขียน : ติช นัท ฮันห์
แปล : ธีรเดช อุทัยวิทยารัตน์
ฉันเพิ่งพบหนังสือเล่มนี้เมื่อวันอาทิตย์ที่แล้วนี้เอง แน่นอนว่าก่อนนั้นฉันเองเคยได้ยินได้อ่านงานเขียนของพระเซนท่านนี้มาบ้าง จากเพื่อนสหายที่มีจิตเมตตาช่วยกันนำเสนอ
ด้วยเพราะเล่มเล็กบางเบาในจำนวนหน้า ๑๒๐ กว่าหน้า ด้วยภาษาบอกเล่าอันอ่อนโยนของตัวอักษร ก่อนหลับตาสู่กาลราตรี ฉันต้องไล้ตาผ่านตัวอักษรอันอ่อนหวานนั้นทุกคืน อย่างเชื่องช้า อย่างสงบและไม่เร่งรีบ สหายที่อ่อนโยนทั้งหลาย ลองหายใจเข้าแล้วนึกถึงดอกไม้สิ สหายที่อ่อนโยนทั้งหลายรู้สึกอย่างไร เมื่อผ่อนลมหายใจออกสหายที่อ่อนโยนรู้สึกเช่นไร รู้สึกเหมือนฉันรึเปล่า
ฉันไม่อาจขยายความรู้สึกนี้เป็นตัวอักษรได้ หากแต่ว่าขณะนั้นที่ฉันหายใจฉันรู้สึกสงบเย็น เป็นความสงบเย็นที่ง่ายดายเหลือเกิน จากนี้ฉันจะเริ่มเล่าให้มิตรสหายทั้งหลายที่อยู่ณ. ที่นี้ฟัง ฟังว่าฉันได้เดินทางอย่างไรในที่แห่งนี้ ที่แห่งศานติในเรือนใจอย่างไร
ในเรือนใจอันอ่อนโยนนี้ฉันได้พบเรื่องราวทั้งสิ้น ๑๐ เรื่อง
บทที่๑ : ชีวิตคือปาฏิหาริย์
บทที่๒ : เราทุกคนล้วนเป็นดอกไม้
บทที่๓ : จงแปรสิ่งหมักหมมในตัวเรา
บทที่๔ : เราได้มาถึงแล้ว
หากให้ฉันเลือกที่เล่าฉันอยากจะขอเล่าเรื่องที่ ๑ ถึง ๔ เป็นเรื่องเดียวกัน เป็นเรื่องที่ว่าด้วย “ดอกไม้แย้มบานเมื่อเราหายใจเพื่ออยู่กับปัจจุบันขณะ”
การฝึกหายใจเป็นการเจริญสติอย่างง่ายที่ฉันเองก็เคยรู้มาบ้างแล้ว และเคยลองมาบ้างเหมือนกัน แต่ในขณะที่หายใจโดยการนึกถึงดอกไม้ สายน้ำหรือภูเขานั้นเป็นสิ่งใหม่ที่ฉันเพิ่งจะเข้าถึง
ทั้งหมดเหล่านี้ทำให้ชีวิตสดชื่นขึ้น มันเหมือนกับว่าชีวิตเราสดใหม่อยู่ตลอดเวลา เหมือนดอกไม้ที่แย้มกลีบบานยามเช้า เป็นความสดชื่นเช่นนั้น และในขณะเดียวกันนั้นสติอันสงบเย็นนั้นก็นำเรากลับมาอยู่ที่ตรงปัจจุบันขณะ ฉันเห็นด้วยอย่างมากเรื่องที่ว่าความหม่นหมองในจิตใจเรานั้นเกิดจากการที่เรามัวแต่อยู่กับเรื่องของอนาคต เรื่องที่กำลังจะมาถึง เราเร่งร้อนอยู่เสมอกับเรื่องเหล่านั้น
และการทำเช่นนั้นทำให้เราเกิดความหม่นหมอง ความหม่นหมองนั้นทำให้พลังชีวิตเราลดถอยลง มันทำให้เราไม่มีสติที่เข้าไปกระทำต่อปัญหาต่างๆที่ผ่านเข้ามา หากเป็นเช่นนั้นจริงคนที่อยู่รอบๆตัวเราก็จะได้รับผลจากเมล็ดพันธุ์อันไม่ดีนั้นด้วย ในบทส่งท้ายเรื่อง”เราทุกคนล้วนเป็นดอกไม้”เรียงร้อยถ้อยความอย่างเงียบสงบว่า
เราต้องหยุดการเผาผลาญบั่นทอนร่างกายและจิตวิญญาณของเราไปกับความคิดเกี่ยวกับความสุขในอนาคต เราต้องเรียนรู้ที่จะมีชีวิตอย่างมีความสุขในปัจจุบันขณะ สัมผัสกับศานติ และความสดชื่นรื่นเริงที่มีอยู่ในขณะนี้
หากมีใครสักคนมาถามเราว่า “ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในชีวิตของเธอมาถึงหรือยัง?” เราอาจจะตอบเขาไปว่า มันกำลังมาถึงในไม่ช้านี้แหละแต่ถ้าเรายังคงมีชีวิตอย่างเช่นที่ผ่านๆมา ช่วงเวลานั้นอาจจะไม่มีวันมาถึงเลยก็ได้ เราจำเป็นต้องเปลี่ยนปัจจุบันขณะให้เป็นช่วงเวลาอันอัศจรรย์ที่สุดและเราสามารถทำเช่นนั้นได้โดยการหยุด
หยุดวิ่งไปสู่อนาคต หยุดวิตกกังวลถึงอดีตที่ผ่านมา หยุดสะสมวัวจนมากเกินไป(เป็นนิทานชาดกในหนังสือครับ) เธอเป็นคนที่มีอิสรภาพ เธอยังมีชีวิตอยู่ จงลืมตาขึ้น และรื่นรมณ์กับแสงแดดและท้องฟ้าที่สวยงามและเด็กๆที่น่ารักซึ่งอยู่รายรอบตัวเธอ
การหายใจเข้าออกอย่างมีสติจะช่วยให้เธอสงบ สดชื่น มั่นคง แจ่มใส และเป็นอิสระที่สุด และสามารถรื่นรมณ์กับปัจจุบันขณะ จนเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดในชีวิตของเธอ
ในวันที่อากาศร้อน ฉันมักหลับตาหายใจเข้านึกถึงสายน้ำอันเย็นชื่น เมื่อระบายลมออกความสดชื่นก็มาถึงจิตใจของฉันแล้ว สหายที่อ่อนโยนเธอพร้อมที่จะไปกับฉันต่อรึยัง ถ้าพร้อมแล้วฉันจะพาเธอเข้าไปในโลกแห่งความรัก โลกแห่งสันติภาพ โลกทั้งสองถูกสร้างขึ้นจากความเข้าใจ ซึ่งแน่นอนว่าเราจะเข้าใจได้ก็ต่อเมื่อเราทั้งหลายมีสติ
บทที่ ๕ : ความสุขของคนคนหนึ่ง
บทที่ ๖ : สนธิสัญญาเพื่อศานติ
บทที่ ๗ : ปฏิบัติการแห่งความรัก
บทที่ ๘ : บัญญัติเพื่อสังคมที่มีสติ
จากบทที่๕ ถึง ๘ เราจะได้พบคำตอบของคำว่าความรักในอีกแบบหนึ่ง หากสหายผู้อ่อนโยนท่านใดก็ตามที่มักมีคำถามต่อคำว่า”ความรัก” อยู่ตลอดเวลาแล้วละก็ ฉันเองอยากให้เธอได้อ่านเรื่องราวเล่านี้ เพราะนี่อาจเป็นอีกความหมายหนึ่งที่เธอจะได้รู้จักความรักและรู้วิธีที่จะปฏิบัติต่อความรักด้วยความเข้าใจ เธอจะตีความเป็นอย่างไรนั้นนอกเหนือกว่าที่ฉันจะนึกได้ เพราะฉันและเธอย่อมเห็นไม่เหมือนกันแน่ๆ
แต่ที่ฉันชอบมากและยิ้มเลยละเมื่ออ่านนิทานเรื่องนี้ ความจริงฉันเคยอ่านมาแล้วแต่ไม่เคยเข้าใจแก่นของเรื่องนัก มันเป็นเรื่องขำขันที่ชวนหัวร่อในเวลาหนึ่ง หากแต่เมื่อเราได้อ่านมันแล้วตรองคิดดูดีๆ มันมีความหมายที่มากกว่าความขำขัน เธอจะลองฟังอีกรอบมั้ย ฉันจะเล่าให้ฟัง
ฉันอยากจะเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับความเป็นเช่นนั้นเองให้เธอฟังเรื่องหนึ่ง
เรื่องมีอยู่ว่า มีคนไข้โรงพยาบาลโรคประสาทในเมืองเบียนฮัวคนหนึ่งซึ่งดูเหมือนจะป็นคนปกติ เขากินและพูดคุยได้เหมือนคนอื่นๆ แต่เขาเชื่อว่าตัวเองเป็นฝักข้าวโพด และทุกครั้งที่เห็นไก่เขาจะวิ่งหนีสุดชีวิตทีเดียว
เขาไม่รู้ถึงความเป็นเช่นนั้นของตัวเอง เมื่อพยาบาลรายงานเรื่องนี้ให้หมอฟัง หมอก็บอกกับคนไข้คนนี้ว่า
“คุณไม่ใช่ฝักข้าวโพดหรอก คุณก็คือคนคนหนึ่ง คุณมีผม มีตา มีจมูก และแขน ” หมอได้สอนคนไข้แบบนี้แล้วในที่สุดก็ถามคนไข้ว่า “ทีนี้คุณลองบอกหมอสิว่าคุณเป็นใคร?”
คนไข้ตอบว่า”คุณหมอครับ ผมเป็นคน ผมไม่ใช่ฝักข้าวโพดหรอก” หมอมีความสุขมากเพราะรู้สึกว่าตัวเองช่วยคนไข้ได้มากทีเดียว แต่เพื่อให้แน่ใจ หมอก็เลยขอให้คนไข้พูดประโยคนี้ซ้ำๆกันว่า “ฉันเป็นคน ฉันไม่ใช่ฝักข้าวโพด” วันละสี่ร้อยครั้ง และเขียนข้อความนี้ลงกระดาษสามร้อยเที่ยว ชายคนนี้ก็เลยหมกมุ่นกับการทำตามที่หมอแนะนำและไม่ออกไปข้างนอกอีกเลย เขาอยู่แต่ในห้องพูดและเขียนตามที่หมอบอกทุกคำ
หนึ่งเดือนต่อมา หมอก็มาดูเขาอีก และพยาบาลก็รายงานว่า”เขาทำได้ดีเชียวค่ะ เขาอยู่แต่ในห้อง และปฏิบัติตามที่คุณหมอแนะนำอย่างขยันขันแข็งมาก”
หมอถามว่า”เป็นอย่างไรบ้างครับ”
“สบายดีครับหมอ ขอบคุณครับ”
“กรุณาบอกหมอหน่อยได้ไหมว่า คุณเป็นใคร”
“อ๋อได้ครับคุณหมอ ผมเป็นคนผมไม่ใช่ฝักข้าวโพด”หมอคนนั้นปลื้มใจมาก และบอกว่า “เอาล่ะ เราจะให้คุณออกจากโรงพยาบาลในสองสามวันนี้ละ กรุณาตามหมอไปที่ห้องทำงานหน่อยนะ”
แต่ในขณะที่หมอ พยาบาล และคนไข้กำลังเดินไปที่ทำงานของหมอด้วยกัน บังเอิญมีไก่ตัวหนึ่งเดินผ่านมา ชายคนนี้จึงวิ่งหนีอย่างรวดเร็วจนหมอจับไว้ไม่ทัน กว่าพยาบาลจะพาคนไข้มาที่ห้องทำงานของหมอได้ก็ผ่านไปชั่วโมงกว่าแล้ว
หมอรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมา “ไหนคุณบอกว่าคุณเป็นคนไม่ใช่ฝักข้าวโพด แล้วทำไมถึงต้องวิ่งหนีด้วยละ เวลาที่คุณเห็นไก่”
ชายคนนี้ตอบว่า “แน่นอนครับหมอ ผมเป็นคน ไม่ใช่ฝักข้าวโพด แต่ผมจะแน่ใจได้อย่างไรว่าไก่มันรู้?”
ถึงแม้ว่าเขาจะฝึกฝนมาอย่างหนัก แต่เขาก็ยังไม่เห็น”ธรรมชาติที่แท้จริง”ของตัวเอง ไม่เห็นความเป็นเช่นนั้นของตัวเอง และไม่เข้าใจความเป็นเช่นนั้นของไก่ด้วย เราแต่ละคนต่างมีความเป็นเช่นนั้นของเรา หากเราต้องการอยู่ร่วมกับคนอีกคนหนึ่งอย่างศานติและมีความสุข เราจะต้องเข้าใจความเป็นเช่นนั้นของเขา รวมทั้งความเป็นเช่นนั้นของตัวเราด้วย
เมื่อใดที่เรามองเห็นสิ่งนั้น เราจะอยู่ร่วมกันได้อย่างมีสันติและมีความสุขโดยไม่มีปัญหาใดๆ
ฉันอ่านจบพร้อมได้ยิ้มมาอมเล่นหนึ่งเม็ด ฉันเองนึกถึงหนังเรื่องหนึ่งที่เพิ่งไปดูมา เป็นเรื่องคนที่ป่วยอย่างคนไข้ของหมอนั่นละ สิ่งที่ฉันชื่นชมในเรื่องนี้คือความพยายามของพระเอกที่จะทำให้นางเอกยอมกินข้าว ตอนที่นางเอกพยายามที่จะกินข้าวคำแรกนั้นฉันลุ้นแทบแย่ แน่นอนว่าคนที่อยู่ในโรงหนังวันนั้นถอนหายใจโล่งท้องเมื่อข้าวคำแรกผ่านลำคอนางเอกไปได้ มันเป็นความงดงามในความธรรมดา
เรื่องมีอยู่ว่า นางเอกของเรานั้นคิดว่าตัวเขาเองเป็นหุ่นยนต์ แน่นอนว่าหุ่นยนต์นั้นต้องอาศัยพลังงานจากถ่าน เธอก็เลยไม่กินข้าวและเธอก็ไม่ยอมบอกใครเสียด้วยว่าเธอเป็นหุ่นยนต์

I’m a Cyborg, But That’s OK / OK!
ซึ่งหากว่าเธอได้รับการรักษาจากหมอข้างบนโน้น หมอคงให้เธอท่องและเขียนว่า”เธอเป็นคนนะ เธอไม่ได้เป็นหุ่นยนต์” แต่พระเอกของเรานี่สิ เขาคนนี้มองเห็นความเป็นเช่นนั้นของนางเอก เขาไม่ได้บอกให้เธอเลิกคิดว่าเธอเป็นหุ่นยนต์ ซึ่งแน่นอนว่าที่เป็นเช่นนั้นเพราะว่า เขาเห็นเธอเป็นหุ่นยนต์จริงๆ สิ่งที่เขาทำได้ก็คือ
เขาได้สร้างเครื่องแปลงพลังงานจากข้าว แล้วติดตั้งลงในตัวเธอ และสัญญาว่าจะคอยซ่อมเครื่องนี้ตลอดไป (แถมให้นามบัตรเป็นรูปหัวใจเสียด้วย) ถึงตอนนี้ฉันคิดกลับไปยังเรื่องของฝักข้าวโพด ว่าปัญหาที่เขาเป็นนั้นอาจไม่ใช่ตรงที่ว่าเขาคิดว่าตัวเองเป็นฝักข้าวโพด ปัญหาอาจอยู่ที่ว่า ทำอย่างไรให้ฝักข้าวโพดนี้ไม่กลัวไก่ และสามารถอยู่ร่วมกับไก่ได้อย่างมีความสุข สหายทั้งหลายคิดอย่างฉันไหม ฉันคิดว่าบางทีพวกเราทุกคนอาจเป็นฝักข้าวโพดก็เป็นได้ หากแต่พวกเราเป็นฝักข้าวโพดที่ไม่กลัวไก่ ก็เท่านั้นเอง
มีอีกเรื่องหนึ่งที่ฉันอยากเล่าเป็นเรื่องของแม่ลูกคู่หนึ่ง คู่หนึ่ง ลูกของเธอ”โชวอน”เป็นเด็กออธิสติค แม่ของโชวอนหวังว่าการที่ให้โชวอนวิ่งนั้นจะทำให้โชวอนมีความสุข

Running Boy / ปาฏิหาริย์รักจากแม่
แต่ดูเหมือนว่าโชวอนจะมีขีดจำกัดในการวิ่งทำให้คุณแม่ต้องหาครูฝึกสักคนให้กับโชวอน ครูฝึกคนนี้กลับมองเห็นอะไรบางอย่างที่แม่ของเธอไม่เคยรู้ เรื่องราวเปลี่ยนไปเมื่อแม่ของโชวอนเริ่มไม่แน่ใจว่า การเคี่ยวเข็ญให้ลูกของเธอวิ่งอย่างเอาเป็นเอาตายนั้นแท้จริงแล้วเป็นความสุขของลูกเธอจริงๆ หรือเป็นความต้องการของเธอกันแน่ โชวอนวิ่งเพื่อตัวเองหรือวิ่งเพื่อแม่ของเธอกันแน่ เรื่องนี้คงมีแต่โชวอนเท่านั้นที่รู้

นี้เป็นเรื่องราวหนึ่งที่แสดงถึงความเข้าใจ ความเข้าใจที่มีต่อคนที่เรารัก แน่นอนว่าผู้เป็นแม่ย่อมรักลูกของเธออย่างไม่มีข้อแม้ แต่ความเข้าใจกับความรักอาจเดินทางไปด้วยกันไม่ได้หากเราไม่อาจมองเห็นความเป็นเช่นนั้นของคนที่เรารัก และพยายามยัดเยียดความเป็นเราให้กับคนที่เรารัก ความรักเป็นความทุกข์ก็เป็นเพราะเหตุนี้เอง
หน้า๖๐ ในบทที่ว่าความสุขของคนคนหนึ่ง
เมื่อเธอตกหลุมรักครั้งแรกและรู้รึกชื่นชอบใครคนหนึ่งมากๆ นั่นยังไม่ใช่ความรักที่แท้จริง ความรักที่แท้จริง หมายถึงความรัก ความเมตตาและความกรุณาเป็นความรักที่ปราศจากเงื่อนไขใดๆ
สหายที่อ่อนโยนทั้งหลาย ฉันพาเธอทั้งหลายเตลิดเข้าโรงนังจนได้ ไม่เป็นไร ฉันกำลังพาเธอทั้งหลายมาถึงตอนสุดท้ายของหนังสือเล่มนี้แล้ว
บทที่๙ : การสร้างชุมชนผู้ปฏิบัติธรรม
บทที่๑๐ : การตระหนักในความจริงอันสูงสุด
ฉันอ่านสองเรื่องนี้แล้วเห็นว่าต่อจากนี้เรากำลังจะก้าวออกมาเพื่อมองมุมที่กว้างแล้ว ทั้งสองบทนี้ต้องการเล่าถึงการนำวิถีแนวทางเหล่านี้ข้างต้นของการเจริญสติออกสู่วงกว้าง เป็นการแปรเปลี่ยนในระดับของชุมชน สังคมและรวมไปถึงความเปลี่ยนแปลงที่อาจกระทำได้ถึงระดับโลกก็เป็นได้ หากเราสามารถเริ่มเปลี่ยนแปลงจากโครงสร้างเล็กๆ โครงสร้างเล็กๆก็คือตัวเรานี้เอง “ความตระหนักในความจริงอันสูงสุด”
นั้นชี้ให้เราเห็นว่าการเปลี่ยนแปลงตัวเองนั้นสามารถมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆรอบๆเราได้ ด้วยเพราะสิ่งต่างๆล้วนแล้วมีความเชื่อมโยงซึ่งกันและกัน เป็นการละทิ้งกรอบทางความคิดว่าการยื่นอยู่ในพื้นที่อันคับแคบ เปลี่ยนเป็นการรับรู้ว่า เรานั้นกำลังอยู่อยู่บนโลก บนพื้นแผ่นดินที่ใช้ประโยชน์รวมกัน และไม่ว่าการกระทำใดๆของเขาหรือของเราก็ย่อมเป็นการส่งต่อผลกระทบกลับไปมาเป็นลูกคลื่น ไม่ว่าจะเป็นความดีหรือความไม่ดี
แต่บางทีเราเองก็มองว่าการเปลี่ยนโลกนั้นยิ่งใหญ่เหลือเกิน เราเป็นสิ่งมีชีวิตตัวเล็กๆแค่นี้จะไปกระทำอะไรได้ ฉันเองเคยคิดเช่นนั้นแต่ลองคิดในมุมกลับ สิ่งมีชีวิตเล็กๆนี่ละที่เปลี่ยนโลกให้เลวร้ายขึ้นทุกวัน เมื่อทำให้เลวร้ายได้ เหตุไฉนสิ่งเล็กๆเหล่านี้จะเปลี่ยนแปลงโลกให้ดีขึ้นไม่ได้
เปลี่ยนตรงใหน? เปลี่ยนจากสิ่งเล็กๆนี้ไงละ สิ่งมีชีวิตเล็กๆนี้ไงละ
หน้า ๑๑๓ การส้รางชุมชนปฏิบัติธรรม
ชุมชนปฏิบัติธรรมเป็นชุมชนของการทวนกระแส ทวนกระแสความเร็ว ความรุนแรง และวิถีชีวิตที่เป็นผลร้ายต่อร้างกาย และจิตใจซึ่งมีอยู่ดาษดื่นในสังคมของเรา การมีสตินั้นก็เพื่อป้องกันตัวเรา และคนอื่นๆ ชุมชนผู้ปฏิบัติธรรมที่ดีสามารถนำเราไปสู่ความกลมกลืนและตระหนักรู้ได้ หัวใจของการปฏิบัติคือสิ่งสำคัญที่สุด ส่วนรูปแบบสามารถปรับประยุกต์ได้ ในระหว่างการอบรมภวนาครั้งหนึ่งที่หมู่บ้านพลัม บาทหลวงคาทอลิกรูปหนึ่งถามฉันว่า
“อาจารย์ครับผมได้เห็นคุณค่าของการเจริญสติ ผมเพลิดเพลินกับเสียงระฆังการดื่มน้ำชา ภาวนา การกินอาหารอย่างเงียบสงบ และการเดินจงกลมปัญหาของผมคือผมจะปฏิบัติอย่างต่อเนื่องได้อย่างไร เวลาผมกลับไปที่โบสถ์แล้ว?”
ฉันถามเขาว่า “ที่โบสถ์ของท่านมีระฆังรึเปล่าล่ะ”
เขาตอบว่า “มีครับ”
“ท่านมีการตีระฆังรึเปล่า?”
“ตีครับ”
“ถ้าอย่างนั้น โปรดทำอย่างที่เราทำกันที่นิ่ทำอย่างมีสติ แล้วจะไม่มีปัญหาอะไรเลยเมื่อเธอกลับไปสู่วัฒนธรรมของเธอ หรือเริ่มต้นชุมชนผู้ปฏิบัติธรรมขึ้นมาใหม่ เธอสามารถเพลิดเพลินกับการกระทำทุกอย่าง อย่างมีสติ ไม่จำเป็นที่เธอจะต้องละทิ้งขนบธรรมเนียมประเพณีหรือครอบครัวของเธอ จงรักษาทุกสิ่งทุกอย่างไว้และนำความมีสติ ศานติและความสดชื่นรื่นเริงเข้าไปเพิ่ม เพื่อนๆของเธอจะมองเห็นคุณค่าของการปฏิบัติจากตัวเธอ ไม่ใช่จากสิ่งที่เธอพูด
แต่จากชีวิตด้านในของเธอ
ฉันหลับตาแล้วหายใจเข้าอย่างเต็มปอดอย่างเชื่องช้าเย็นสงบ ระบายออกอย่างช้าๆเช่นเคย ฉันหายใจตามหลักของจวงจื้อ มันทำให้จิตของฉันไหลไปกับมวลอากาศที่เดินทางเข้าไปในร่างกาย มันทำให้ฉันอยู่กับปัจจุบันขณะ หากแต่ตอนนี้เดี้ยวนี้ฉันหายใจเข้านึกถึงดอกไม้ มันจึงทำให้ปัจจุบันขณะของฉันเมื่อหายใจออกมีความสดชื่น สงบเย็น
ก่อนจะจบหนังสือหนังหาของเรื่องว่าด้วยศานติในเรือนใจ ฉันเองอยากจะยกเอาบทสุดท้ายของปกเป็นตัวจบการเล่าเรื่องครั้งนี้
ดอกไม้ไม่จำเป็นต้องมีอะไรอื่นอีก เพื่อที่จะเกื้อกูล
ขอให้เป็นเพียงดอกไม้ ก็เพียงพอแล้วสำหรับมนุษย์คนหนึ่ง ถ้าเข้าเป็นมนุษย์ที่แท้จริงได้ นั่นก็เพียงพอแล้ว
ที่จะทำให้โลกสดชื่นและรื่นเริงเพราะฉะนั้น ขอให้เธอฝึกการหายใจเข้า-ออก
และฟื้นความเป็นดอกไม้ในตัวเธอขึ้นมา

ขอสหายที่อ่อนโยนทุกท่านในที่นี้ ได้มีศานติในเรือนใจ
ด้วยมิตรภาพ





