ประวัติเอกสารสำหรับ กุมภาพันธ์, 2007

โลกของโซฟี : โยสไตน์ กอร์เดอร์

กุมภาพันธ์ 23, 2007

sofee.jpg

โลกของโซฟี : โยสไตน์ กอร์เดอร์
นวนิยายนอร์เวย์ : เส้นทางจินตนาการสู่ประวัติศาสตร์ปรัชญา
สายพิณ ศุพุทธมงคล : แปล
สำนักพิมพ์ : คบไฟ

โซฟี อามุนด์เซ่น เด็กหญิงวัย ๑๔ ปีเดิมทีเธอเป็นเด็กหญิงธรรมดา ที่ตื่นเช้ามาแต่งตัวทานอาหารออกนอกบ้านไปร่ำเรียนสิ่งต่างๆที่ผู้ใหญ่ที่อยู่ในโรงเรียนสอนสั่ง เย็นวันหนึ่งหลังเลิกเรียน โซฟีเดินทางกลับบ้านเช่นเดิมและเช่นเคย หากแต่วันนี้ บางสิ่งบางอย่างรอคอยเธออยู่ที่ตู้จดหมาย

ซองจดหมายสีขาวหน้าซองจ่าชื่อผู้รับเป็น “โซฟี อามุนด์เซ่น” ภายในมีคำถามสั้นๆเป็นการเปิดเรื่องราวการเดินทางเพื่อเรียนรู้ความเป็นมาของ”ปรัชญา” ของเด็กหญิงที่ชื่อโซฟี

“เธอคือใคร?”

คำถามเช่นนี้ข้าพเจ้าลองถามตัวเองดูบ้าง ลองถามว่าถ้าเปลี่ยนจากโซฟีเป็นข้าพเจ้าในวันนั้น ในวันที่อายุ ๑๔ ปีข้าพเจ้าจะทำอย่างไรกับซองคำถามสีขาวนี้ อาจจะโยนทิ้งไปแล้วบ่นว่า “ใครแม่งกวนเล่นอะไรวะ” ในวัย ๑๔ ปีในบ้านเราย่อมถือว่าเริ่มเป็นผู้ใหญ่แล้วนั้นเพราะว่าเริ่มที่จะมีรหัสประชาชนเป็นของตัวเอง ในทางหนึ่งอาจหมายถึงว่าเป็นวัยที่กำลังเหมาะสมที่จะเรียนรู้อะไรที่ต้องใช้เหตุผล ตั้งคำถาม ขบคิดที่มาและสร้างกระบวนการเรียนรู้ด้วยตัวเอง

ซองจดหมายสีขาวที่มาพร้อมคำถามและซองเอกสารสีน้ำตาล เป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการเรียนรู้ของโซฟี และผู้อ่าน โยสไตน์ กอร์เดอร์ ใช่ความสงสัยเดินเรื่องราวของ ประวัติศาสตร์ของปรัชญา(ตะวันตก) ได้อย่างน่าสนใจ

บรรดานักปราญ์ทั้งหลายค่อยๆต่อแถวกันออกมานำเสนอคำถามความคิดที่เขามีต่อชีวิต และโลก ข้าพเจ้าเองเพิ่งล่วงเดินทางพร้อมกับโซฟีมาแค่ตอนยุคของเพลโตใหม่ แต่ก็พอไล่เรียงแนวคิดของ โสกราติส เพลโต อริสโตเติล ออกบ้าง ทั้งเมื่อก่อนไม่เคยคิดจะสนใจเลย ด้วยความหนาขนาด ๕๐๐ กว่าหน้า หนังสือเรื่องนี้อาจทำให้ท่านดูเหนื่อยตาไปเลยทีเดียว (จริงๆแบ่งเป็นภาคๆเป็นช่วงๆ สัก ๓ เล่มกำลังดีขอรับ) ด้วยว่านี่เป็นประวัติศาสตร์ตั้งแต่นักปรัชญาสมัยก่อน คศ. เสียอีกลากยาวมาจนถึง ฟรอยด์ เรื่องราวสลับกันไประหว่างโลกของโซฟี และความคิดของคนในอดีต

เอาละ เหลือแค่คำถามเดียว “การให้คุณค่ากับสิ่งหนึ่งมากกว่าสิ่งอื่นหมายความว่าอย่างไร?” นี่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่อภิปรายมากในห้องเรียน เช่นการขับรถให้ไปถึงที่หมายปลายทางได้เร็วขึ้นอาจเป็นเรื่องดี แต่ถ้าเราขับรถนำไปสู่การทำลายป่าและสร้างมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม เราก็กำลังเผชิญกับปัญหาเชิงคุณค่า หลังจากไตร่ตรองอย่างรอบคอบ โซฟีคิดว่าเธอได้ข้อสรุปว่า ป่าที่สมบูรณ์และสภาพแวดล้อมที่บริสุทธิ์มีคุณค่ามากกว่าการไปถึงที่ทำงานเร็วๆ เธอยกตัวอย่างอีกหลายตัวอย่าง ตอนท้ายเธอเขียนว่า

“ในความเห็นของหนู หนูคิดว่าปรัชญาเป็นวิชาที่สำคัญกว่าไวยกรณ์อังกฤษ ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลในเชิงคุณค่ามากกว่าที่จะใส่วิชาปรัชญาลงในตารางสอน และลดชั่วโมงเรียนภาษาอังกฤษลงสักหน่อย”

ตอนช่วงพักสุดท้ายครูดึงโซฟีไปคุยด้วย

“ครูอ่านคำตอบวิชาศาสนาของเธอแล้ว” ครูบอก “มันอยู่ตอนบนๆของกระดาษคำตอบ”

“หนูหวังว่ามันจะให้อาหารสมองแก่ครูบ้าง” (หนูโซฟีถ้ามาอยู่บ้านเราสงสัยโดนตีก้นลายแหงๆ)

“นั่นละคือสิ่งที่ครูอยากจะคุยกับเธอ คำตอบของเธอค่อนข้างจะเป็นผู้ใหญ่ น่าแปลกมาก และเชื่อมั่นในตัวเอง ว่าแต่เธอทำการบ้านรึเปล่า โซฟี?”

โซฟีอิดออดเล็กน้อยก่อนตอบ

“ก็ไหนครูบอกเองว่าการมีจุดยืนของตัวเองเป็นเรื่องสำคัญไงคะ”
“ใช่ ครูพูดอย่างนั้น.. แต่มันก็ต้องมีขอบเขต”

โซฟีมองสบตาครูตรงๆ เธอคิดว่าเธอมีสิทธิ์ทำได้เมื่อคิดถึงสิ่งที่เธอเพิ่งประสบมาเมื่อเร็วๆนี้

“หนูเริ่มเรียนวิชาปรัชญาค่ะ” โซฟีบอก ” เป็นพื้นฐานที่ดีสำหรับการสร้างจุดยืนให้กับตัวเอง”

“แต่มันไม่ได้ทำให้ครูให้คะแนนเธอง่ายขึ้นเลย เธออาจจะได้ D หรือไม่อย่างนั้นก็ A

“ครูหมายความว่าเพราะหนูตอบถูกต้อง หรือไม่ก็ผิดสนิทเลยใช่ไหมคะ?”

“เอาเป็นว่าเธอได้ A ก็แล้วกัน” คุณครูว่า

“แต่คราวหน้า เธอต้องทำการบ้านมานะ”

ความน่าสนใจในเนื้อหาของหนังสือเล่มนี้อาจจะเป็นการ นำเอาแนวคิดของนักปรัชญาในแต่ละยุคแต่ละสมัยมาหักล้างถกเถียงกระมังครับ นั่นจึงดูเหมือนว่าเรากำลังนั่งมองคนต่างความคิดนั่งคุยกัน (ข้าพเจ้าคิดเช่นนั้นนะ) ซึ่งพอจบยุคหนึ่งตอนหนึ่ง เรื่องราวก็จะดำเนินในแบบที่ว่า สรุปความรู้ที่โซฟีได้เรียนมาจากนักปรัชญาลึกลับที่เขียนจดหมายถึงโซฟี นัยว่าเป็นคุณครูสอนปรัชญาไปในตัว

คำว่าครูจึงมิได้หมายถึงบุคคลที่ยืนอยู่หน้ากระดานดำหน้าชั้นเรียนเท่านั้น การเรียนรู้เกิดขึ้นได้ทุกหนแห่ง หากแต่การที่จะสร้างบรรยากาศให้เกิดการเรียนรู้นั้นไม่ใช่ว่าเป็นเรื่องง่าย สมัยก่อนนั้นเรารู้จักการศึกษาว่าเป็นเรื่องที่ว่าด้วย การเรียน-การสอน แต่ดูเหมือนสมัยนี้นั้นเราจะให้ความสำคัญกับการสอนมากกว่าการเรียน นักเรียนคือผู้รับฟังความรู้จาก ผู้สอน ข้าพเจ้าอยากใช้คำว่า “การถ่ายข้อมูล” มากกว่าการเรียนรู้ คำโบราณที่ว่า “ความรู้ท่วมหัว เอาตัวไม่รอด ” มีตัวอย่างให้เราท่านได้เห็นอยู่ถมไป แต่เดี้ยวนี้อาจมีเพิ่มมาใหม่เป็น “เงินทองท่วมหัว เอาตัวไม่รอด ” นั่นจึงน่าเป็นสิ่งที่สะกิดใจพวกเราได้ว่า

เมื่อก่อนนั้น เราได้ถูกสั่งสอนให้หาความรู้เพื่อใช้ความรู้ประกอบกรรมมาหาเงิน พอมีเงินจะได้อยู่สุขสบาย แต่เดี้ยวนี้เล่า ความคิดเหล่านนั้นเริ่มจะไม่ถูกต้องไปเสียทีเดียวแล้ว ความรู้ยังคงเป็นสิ่งสำคัญจริง แต่ที่สำคัญกว่าความรู้และเงินทองคืออะไร อะไรที่ทำให้เราอยู่รอดได้อย่างแท้จริง? มาลองนึกดูแล้วหากเช้าวันหนึ่งข้าพเจ้าตื่นขึ้นมาเปิดตู้จดหมายพบซองสีขาวภายในเขียนว่า

“อะไรคือความสุขที่แท้จริง?”

ข้าพเจ้าอาจจะโยนจดหมายนั้นทิ้งแล้วบ่นกับตัวเองว่า “เดี้ยวนี้ยังมีคนเขียนจดหมายใส่ซองกันอีกหรือ” อาจเป็นเช่นนั้นและอาจไม่เป็นเช่นนั้น ว่าแต่พวกเหล่าท่านที่นั่งจ้องจอใสเหล่านี้เล่า เป็นท่านเจอแบบนี้บ้าง

“ท่านจะทำอย่างไร ?”

“เราไม่ต้องกังวลเรื่องความตาย เพราะตราบที่เรายังมีชีวิตอยู่ ความตายก็ยังมาไม่ถึง
และเมื่อความตายมาถึง… เราก็ไม่อยู่แล้ว “

-อีพิคิวรุส-

ความรัก: ติช นัท ฮันห์

กุมภาพันธ์ 20, 2007

tisnit-h.jpg

ความรักจัก เกื้อหนุนให้เราเห็นในสิ่งที่คนไม่มีความรัก ไม่ได้เห็น

ใครจะจากไปใครจะอยู่.. เรามาจากหนไหน และเราจะไปข้างไหนฝั่งนี้และฝั่งโน้น เป็นหนึ่งหรือสอง มีแม่น้ำที่ไม่มีเรือลำใดข้ามได้เชียวหรือ

การแบ่งขาดอันเหลวไหลเช่นนี้ยังมีอยู่หรือ

เชิญลงมาในเรือของข้าพเจ้าซิ ข้าพเจ้าจะแสดงให้ท่านแลเห็นว่า แม่น้ำนั้นมีอยู่ แต่การแบ่งแยกออกเป็นสองของฝั่งน้ำนั้น หามีไม่

อย่าลังเล… ข้าพเจ้าจะพายเรือเอง ท่านจะร่วมพายด้วยก็ได้ แต่พายช้าๆนะ และเบาๆ
แผวจนไม่มีเสียง

-ติช นัท ฮันห์-

สกัดจุดยุทธจักรมังกร:โกวเล้ง:กิมย้ง:หวงอี้

กุมภาพันธ์ 17, 2007

ภายใต้ชายคา ศาลาร่ำอักษร ภายในคล้ายมีสายควันอันเกิดจากการเผากำยานสมุนไพรหอม กลิ่นฟุ้งกำจายระบายบรรยากาศรายรอบ เงาจันทร์อันสะท้อนในบึงน้ำคล้ายภาพบิดเบี้ยวเนื้องเพราะลมโชยผิวน้ำ

กระบี่หนึ่ง คนหนึ่ง พลิ้วร่างผ่านผิวน้ำ ฝ่าเท้าแตะใบบัวกลางน้ำแผ่วเบา ร่อนผ่านราตรีสงัด ศาลาร่ำอักษรคล้ายมีผู้คนรั้งรออยู่ก่อนแล้ว ท่าทีสงบเงียบลี้ลับยิ่ง เมื่อคนทิ้งร่างลงบนพื้นศาลา ผู้รอคอยพลันเอ่ยวาจา

“กระบี่พลิ้ว พลิ้วได้งดงาม พลิ้วได้สมชื่อ”

ผู้มาถึงกลับเป็นกระบี่พลิ้วแห่งหออักษร มันนั่งลงบนม้านั่งหินศิลามือทั้งสองผสานกันทำความเคารพเอ่ยออกว่า

“คารวะท่านผู้อาวุโส ท่านกลับถึงก่อนข้าพเจ้า ข้าน้อยต้องขออภัย ขออภัยยิ่ง”

ผู้มาถึงก่อนกลับเป็นชายชราหนวดเคราเขียวครึ้มผู้คนเรียกมันว่ามารเฒ่าลี้ลับ แววตามันมักกลิ้งกลอก มันระบายลมหายใจออกหนึ่งหนก่อนเอ่ยวาจา

“อ่า… คัมภีร์ที่เจ้าว่า.. ได้มารึไม่” มันเอ่ยถามน้ำเสียงหลบเล็กคล้ายเป็นเรื่องลึกลับ

กระบี่พลิ้วล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อ ที่หยิบออกมาเป็นคัมภีร์เล่มหนึ่ง มันหยิบยื่นให้กับมารเฒ่า ชายชรารับมาชม ระบายลมหายใจออก สีหน้าผ่อนคลายลงก่อนเอ่ยวาจา

j-01.jpg

พยัคฆ์ซ่อนมังกรซุ่ม : ดวงเดือน ประดับดาว (เรียบเรียง)
อ่านหัวใจ”เต๋า”อ่านหัวใจ”เซน” ผ่านหัวใจของ “โกวเล้ง”

“เจ้าทราบหรือไม่ว่าคัมภีร์เล่มนี้เป็นเช่นไร”

“รบกวนผู้อาวุโสโปรดชี้แนะ”

มารเฒ่าลี้ลับหรี่ตามองคัมภีร์อีกหน ในใจสะท้าน นั้นเพราะมันคิดถึงมังกรโบราณอันมีนามว่า”โกวเล้ง” ยิ่งนักไฉนท่านจากไปก่อนเวลาอันควร

คัมภีร์เล่มนี้กลับเอ่ยถึง กระบวนยุทธ์ของท่านมังกรโบราณถึงสามสี่กระบวนท่า ไม่ว่าจะเป็นการกล่าวถึง”หลวงจีนสัตย์ซื่อ”อันเป็นหนึ่งในเรื่องราวของ”เล็กเซียวหงส์”เริ่มต้นสายธารแห่งความคิดของท่านหลวงจีนแขก(ตั๊กม่อ)ผู้เป็นต้นกำเนิดนิกายเซนสืบเรื่องราวจนถึง ท่านเว่ยหลาง …

จอมกระบี่ไร้น้ำใจ”อาฮุย”สหายแห่งลี้คิมฮวง จอมยุทธผู้ไม่รู้จักวิชาสกัดจุด หากมันเพียงรู้เพียงวิธีใช้กระบี่ฆ่าคน เส้นทางสู้กระบี่ไม้ไผ่

เคล็ดวิชาอันก่อเกิดจากการทอดตามองธรรมชาติของท่าน จางซานฟง ผู้อาศัยความไหวเคลื่อนของธรรมชาติก่อเกิดเป็นกระบวนยุทธ์เพลงหมัดงูเพลงกระบี่นกกระเรียน

สุดยอดเพลงกระบี่ของ”อากิก”ที่แม้ใช้เพียงกิ่งไม้แห้งก็สามารเปล่งอานุภาพอันสะท้านยุทธภพ แม้กระทั้งทารกแห่งยุทธจักรเช่นปึงป้อเง็กผู้เฝ้าชมสายน้ำจนค้นพบหลักสำคัญของเพลงกระบี่ หลักหัวใจของเต๋าในสายทางของท่านจวงจื้อ

กระบี่พลิ้วรับฟังเรื่องราวโดยตลอดในห้วงความคิดกลับมีคำถามคิดกล่าวออกไป

“ข้าพเจ้าคล้ายไม่เข้าใจ? ไฉนกระบวนยุทธ์เหล่านี้กลับแฝงไว้ด้วยเต๋า,เซน”

มารเฒ่าส่งเสียงอืมม์คราหนึ่งก่อนเอ่ยออกไป

“ตามความเข้าใจของเรา เพลงกระบี่ของท่านโกวเล้งนั้นลึกซึ้งและคมคาย ใต้เงากระบี่ของท่านนั้นเล้นหลักปรัชญาเต๋าและเซนได้อย่างมิดชิด แทบไม่อาจสัมผัสได้เลย เราเองเมื่อแรกเริ่มศึกษาเพลงกระบี่ของท่านกลับรับรู้ได้เพียงกระบวนยุทธ์ หากแต่หาได้สัมผัสถึงกำลังภายในที่แผ่ผ่านออกตามกระบวนท่าร่างเพลงกระบี่ของท่าน” หยุดชั่วครู่จึงเอ่ยสืบต่อ

“คัมภีร์เล่มนี้กลับแจกแจงเปรียบเปรยเส้นทางสองสายระหว่างกระบี่ผสานกลวิธีคิดตามแนวทางเซนและเต๋าได้อย่างเห็นภาพ”

กระบี่พลิ้วเหม่อมองออกเบื้องนอกคล้ายมีความคิดประการหนึ่งมันระบายลมหายใจออกเฮือกใหญ่ก่อนเอ่ยวาจา

“ที่แล้วมาข้าพเจ้ากลับเสพรับแต่กระบวนท่า หาได้ศึกษาความลุ่มลึกของกำลังภายในที่แฝงไว้ในวิถีกระบี่ของท่านโกวเล้งช่างน่าละอายยิ่งนัก”

มารเฒ่าแย้มรอยยิ้มเล็กน้อยมันเพียงเอ่ยไปว่า

“ยามนี้เป็นว่าท่านทราบแล้ว ข้าพเจ้าเชื่อว่าท่านคราครั้งต่อไปเมื่อยามศึกษาเพลงกระบี่ของท่านโกวเล้งกลับสามารถสัมผัสถึงสิ่งที่แฝงอยู่ใต้เงากระบี่ของมังกรโบราณท่านนี้แน่นอน”

มารเฒ่าเพียงขยับกายเล็กน้อย ในมือพลันปรากฏคัมภีร์ลึกลับเล่มหนึ่ง ดูไปคล้ายเป็นคัมภีร์โบราณ กระบี่พลิ้วทอดตาดูกลับสนใจในคัมภีร์นี้ไม่น้อย ดูไปกลับทราบว่าเป็นคัมภีร์ว่าด้วยเรื่องราวเพลงยุทธสายมังกรหยก มังกรโบราณอีกท่านอันมีนามเรียกขานว่า “กิมย้ง”

j-02.jpg

สกัดจุดยุทธจักรมังกรหยก :ถาวร สิกขโกศล (เรียบเรียง)
เจาะที่มาของกำลังภายในและจอมยุทธ์
ในประวัติศาสตร์จีนจากอดีตถึงปัจจุบัน

ภายใต้แผ่นฟ้าไร้ริ้วเมฆาแห่งราตรี
ความสงัดราบเรียบมักนำพาจิตใจผู้คนหลงเข้าสู่ห้วงจิตนาได้รวดเร็วยิ่ง

กระบี่พลิ้วไล้สายตาผ่านคัมภีร์ รวดเร็วยิ่ง รวดเร็วอย่างน่ากลัว ไม่ถึงชั่วยามมันจึงปิดหน้าสุดท้ายของคัมภีร์ จากนั้นระบายลมหายใจออกคล้ายเมื่อครู่ลืมเลือนวิธีหายใจไปชั่วขณะ เพียงเหลือบมองมารเฒ่าเล็กน้อยจึงกล่าวออกมาว่า

“เช่นนี้กลับกล่าวผิดแล้ว”

“อันใดที่เรียกว่าผิด”

“นี่สมควรเรียกว่าคัมภีร์ทะลวงจุด”

“จุดอันใด?”

“จุดโง่เขลาของข้าพเจ้า”

นั่นอาจเป็นด้วยข้าพเจ้านั้นอ่อนโลกนักในด้านภูมิประวัติศาสตร์ แทบทุกคราที่ข้าพเจ้าศึกษาเพลงกระบี่ของท่านกิมย้ง ข้าพเจ้ามักสงสัยอยู่เสมอถึงที่มาของเหล่าสำนักต่างๆ หลายคนกล่าวว่าท่านกิมย้งคิดเพลงกระบี่จากรากฐาน”ประวัติศาสตร์” คัมภีร์เล่มนี้คล้ายทะลวงจุดความสงสัยที่ตัวข้าพเจ้าเองเก็บงำมาเนิ่นนาน

ภายในล้วนเอ่ยถึง การเดินทางของปรมาจารย์ตั๊กม้อหลวงจีนแขกจากชมพูทวีปถึงแผ่นดินมังกร เสี่ยวลิ้มยี่แรกเริ่มเป็นเช่นไร กลการเมืองระหว่าเฉียนหลงฮ่องเต่กับเส้าหลินเป็นเช่นไร อีกทั้งยงได้บันทึกไว้เกี่ยวถึง ห้าสำนักใหญ่

เสี่ยวลิ้มยี่ : ดุดันฉับไว ได้เสีย
บู๊ตึ้ง : ลีลาแห่งเต๋า ภูมิปัญญาของพันธุ์มังกร
ง้อไบ๊ : ผสานพลังระหว่างพุทธะกับเต๋า หัวใจคือลมปราณเยียวยา
คุนลุ้น กับ ฮั้วซัว(หัวซาน) กลับเป็นชื่อเรียงของภูเขาหาได้มีสำนักไม่

เหล่านั้นคือภาคต้นของคัมภีร์ หากแต่ส่วนกลางของคัมภีร์กลับน่าสนใจไม่แพ้กัน รากฐานเพลงกระบี่ของแผ่นดินมังกรได้ถูขับเคลื่อนโดยสามสุดยอด อันประกอบไปด้วย เนี่ยอูเซ็ง,กิมย้ง,โกวเล้ง บรรยาการความเป็นมาของจ้าวยุทธทั้งสามคล้ายเป็นแนวทางให้ผู้กล้ายุคหลังดำเนินรอยตามสืบต่อไป นี่กลับเป็นการบันทึกปณิธารของกระบี่โบราณโดยแท้

ส่วนท้ายของคัมภีร์ นี่กลับเป็นการเรื่องราวของเส้นทางคู่ขนานระหว่างจอมยุทธ์กระบี่คุณธรรมอันกำลังร่ายรำเพลงกระบี่ล้อคลอไปกับสายธารแห่งอดีตกาล ต้นเหตุที่มาของเพลงกระบี่มังกรหยก อ่า..

กล่าวจบกระบี่พลิ้วคล้ายเดินลมปราณทะลวงจุดภายใน เสียงปุปังสะท้อนจากภายในร่างกาย มารเฒ่าเพียงมองดูอาการที่เกิดขึ้นอย่างเยือกเย็น

“จุดสงสัยของท่านใช่ทะลวงหมดสิ้นแล้วหรือไม่?”

“ย่อมยังคงเหลืออยู่บ้าง”

“ไฉนเป็นเช่นนั้น”

“นั่นอาจเป็นเพราะว่าในคำตอบทั้งหลายที่ข้าพเจ้าค้นพบภายในกลับเคลือบแฝงคำถามมากมายให้ข้าพเจ้าขบคิดต่อไป”

มารเฒ่าเพียงหยิบคัมภีร์คืนกลับมาสอดกลับไปที่เดิมพร้อมกล่าวว่า

“ความมีหรือความไม่มีนั้นย่อมขึ้นอยู่กับความคิดของท่าน หาใช่เรื่องแปลกประหลาดไม่”

กระบี่พลิ้วรับฟังคล้ายไม่เข้าใจอยู่หลายส่วน หากแต่ไม่คิดจะสืบถามเรื่องราวต่อ เพียงตอนนี้มันกลับหยิบคัมภีร์อีกเล่มออกมาวางบนโต๊ะหินศิลา ศาลาร่ำอักษรคล้ายสงบเงียบชั่วเวลาหนึ่ง

huang-01.jpg

ยอดคนในมังกรคู่สู้สิบทิศ : ดร.สุวินัย ภรณวลัย(เรียบเรียง)
ผลึกความคิดจากการวิเคราะห์ยอดคนในมหากาพย์ยุทธนิยายแห่งทศวรรษ

มารเฒ่าแย้มยิ้มหนึ่งครา ในราตรีจันทร์กระจ่างเช่นนี้ รอยยิ้มผู้คนคล้ายเติมเต็มบรรยากาศ สายลมโชยพัดทิวหญ้าริมขอบบ่อบึงน้ำ มองไปคล้ายเป็นท่วงท่าร่ายรำของธรรมชาติ

“ท่านผ่านตาคัมภีร์ชุดนี้แล้วคิดเห็นประการใดโปรดบอกกล่าว” กระบี่พลิ้วเอ่ยถาม

มารเฒ่าส่งเสียงอืมม์ในลำคอ กล่าวถึงคัมภีร์เล่มนี้ว่า…

นี่กลับเป็นแนวเพลงกระบี่ยุคใหม่ มังกรยุคใหม่ท่านนี้ข้าพเจ้าผ่านตากระบวนท่าแล้วเห็นได้ถึงพลังการพลิกแพลงกระบวนยุทธ อย่างน่าสนใจ ลวดลายอันปรากฏในเพลงกระบี่นั้นระเอียดยิบย่อย หากแต่ภายใต้เงากระบี่นั้นกลับแฝงคมปรัชญาเต๋าแห่งจวงจื้ออยู่แทบทุกกระบวนท่า อาจเรียกได้ว่าแสดงออกถึงแนวทางได้อย่างชัดเจน …

จึงเห็นว่าแนวกระบี่ของท่านนี้คล้ายเคียงกับท่านกิมย้งอยู่หลายส่วน หากแต่กระบวนท่านั้นแปลกประหลาดพลิกแพลงมากกว่าอาจบางทีข้าพเจ้าเห็นว่ามากมายจนซับซ้อนเกินไปอาจทำให้ผู้คนเข้าถึงแก่นแท้ที่ต้องการนำเสนอยาก อีกทั้งแฝงเคลือบด้วยกลยุทธ์กลศึกเข้าไว้ด้วย ยิ่งสร้างมิติทางปัญญาให้ลึกซึ่งเข้าไปอีก

“หากเทียบเคียงท่านโกวเล้งเล่า” กระบี่พลิ้วเอ่ยถาม

“เทียบเคียงแล้วได้ประโยชน์อันใด”

“หากแต่ชาวยุทธกาลนี้มักชมชอบการจัดอันดับ”

“อันดับเป็นเช่นไรหาใช่เรื่องสำคัญไม่ ร่องรอยแห่งภูมิปัญญาที่ผู้คนสรรค์สร้างต่างหากที่สมควรให้ความสำคัญ”

กระบี่พลิ้วคล้ายมีประกายเกิดขึ้นในแววตา

“เป็นอันว่าข้าพเจ้าสมควรศึกษาเพลงกระบี่ให้หลากหลายเข้าไว้”

“เพลงกระบี่ไม่ว่าพลิกแพลงวุ่นวายเพียงได้อย่างน้อยย่อมเกิดจากพื้นฐานเดียวกัน หากเข้าใจหลักพื้นฐานย่อมสามารถบรรลุถึงการพลิกแพลงกระบวนท่าไม่รู้จบ”

กล่าวจบมารเฒ่าคล้ายนึกเรื่องราวประการหนึ่งขึ้นได้ แววตามันมีประกายอย่างประหลาด มันส่งคัมภีร์คืนกลับกระบี่พลิ้ว มือหนึ่งจับราวไม้ เตะเท้าออกสู่เบื้องนอก ชายเสื้อพลิ้วไหว เงาร่างพุ่งทะยานออกไร้สุ้มเสียง รวดเร็วรวบรัดอย่างยิ่งยวด กระบี่พลิ้วชมดูอย่างงงงัน เหตุแปรเปลี่ยนเบื้องหน้าคล้ายเหนือความคาดหมาย เงาร่างมารเฒ่าลี้ลับพลันกลืนหายไปกับเงามืดของราตรี

กระบี่พลิ้วยืนสงบเนิ่นนานค่อยนึกเรื่องราวออกมา ส่งเสียงอ่อ.. คราหนึ่งคำรามในลำคอ

“จิ้งจอกเฒ่านี้ร้ายกาจนัก แม้แต่แต๊ะเอียตรุษจีนสำหรับผู้เยาว์มันยังไม่ยอมเสียให้…”

กล่าวจบกระบี่พลิ้วพลันพุ่งร่างออกนอกศาลาร่ำอักษร ทำนองแห่งราตรียังขับขานสืบต่อไป หากแต่ศาลาไม้คล้ายคืนกลับสู่ความสงบอีกหน

ผู้คนจากไปแล้ว ที่ทิ้งไว้กลับเป็น อักษรกระบี่

เป็นกระบี่อันลึกซึ่ง

golang1.jpg

โกวเล้ง:โก้วเล้งมีชื่อจริงว่า สงย่าวฮวา (ฮิ้มเอี้ยวฮัว) เกิดในฮ่องกง เติบโตในไต้หวัน ผ่านชีวิตมาอย่างโชกโชนตั้งแต่วัยรุ่น เคยผ่านช่วงชีวิตตกต่ำจนถึงขีดสุด เคยผ่านห้วงวิกฤตระหว่างความเป็นความตาย ผ่านความรัก ความแค้น ความเหงา มาสารพัด โก้วเล้งเริ่มเขียนนิยายกำลังภายในเมื่ออายุ 18 -19 ปี เรื่องแรกคือ “เทพกระบี่โพยม” โก้วเล้งจากไปเมื่ออายุ 48 ด้วยโรคตับแข็ง มีงานเขียนมากกว่า 80 เรื่อง

โก้วเล้งให้ความหวังกับนักเขียนรุ่นใหม่ว่า “ความสำเร็จในอนาคตของพวกเขา ย่อมจะสูงกว่าข้าพเจ้าอย่างแน่นอน สูงกว่าสามหมื่นหกพันแปดสิบเท่า ขอเพียงพวกเขาสามารถจดจำถ้อยคำหนึ่งไว้ได้ เป้าหมายสูงสุดของการเขียนหนังสือคือ การสร้างสรรค์จากการเปลี่ยนแปลง”

ค้นข้อมูลเพิ่มเติมที่ : http://www.jadedragon.biz

jinyong-p.jpg

กิมย้ง :( จินย้ง ; Jin Yong ; 金庸 ; Louis Cha) เป็นนักเขียนนิยายจีนกำลังภายในที่ได้รับความนิยมมาก. เกิดเมื่อ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2468 ที่ เมืองไห่หนิง มณฑลเจ๋อเจียง จบมหาวิทยาลัยฉงชิ่ง มณฑลเสฉวน กิมย้งมีหนังสือพิมพ์เป็นของตัวเอง ชื่อ “หมิงเป้า” ปัจจุบัน กิมย้ง ยังมีชีวิตอยู่ และดูแลกิจการหนังสือพิมพ์

ค้นข้อมูลเพิ่มเติมที่ : http://www.jadedragon.biz

huang-02.jpg

หวงอี้ :( Huang Yi;黄易) เป็นนักเขียนนิยายกำลังภายในหน้าใหม่ที่กำลังมาแรง ชื่อภาษาอังกฤษคือ Wong Yi ชื่อหวงอี้เป็นจีนกลาง ส่วนจีนแต้จิ๋วเรียกว่าอึงเอี๊ยะ

หวงอี้เป็นชาวฮ่องกง เริ่มเขียนนิยายกำลังภายในเมื่อ ค.ศ. 1987 โดยช่วงแรกเขียนควบคู่ไปกับนิยายวิทยาศาสตร์ ในภายหลังจึงเปลี่ยนมาเขียนกำลังภายในเพียงอย่างเดียว

เนื่องจากหวงอี้เป็นนักเขียนยุคใหม่ที่เขียนนิยายกำลังภายในในช่วงที่ตลาดซบเซา เพราะการเสียชีวิตของโก้วเล้ง และการหยุดเขียนของกิมย้ง สองนักเขียนนิยายระดับปรมาจารย์ ทำให้ผลงานของหวงอี้ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในเอเชีย รวมถึงประเทศไทย

ฝ่ายที่ชื่นชอบหวงอี้ได้ยกว่าหวงอี้มีความสามารถในการแต่งนิยายให้สอดคล้องกับประวัติศาสตร์จีนช่วงต่างๆ อย่างกลมกลีน และมีการค้นคว้าข้อมูลอย่างละเอียด รวมถึงเขียนบรรยายฉากสงครามได้อย่างสมจริง

ในขณะที่อีกฝ่ายมองว่าทางผู้จัดพิมพ์ ได้ยกย่องหวงอี้สูงเกินไปเพื่อเหตุผลในการตลาด เมื่อเทียบฝีมือแล้ว หวงอี้ยังด้อยกว่าสองปรมาจารย์อยู่ขั้นหนึ่ง เพราะผลงานของหวงอี้มักจะยาวเกินความจำเป็น ใช้ตัวละครเปลือง และบุคลิกของตัวละครค่อนข้างซ้ำกัน

ข้อมูลจาก: วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

กระบี่ไร้โลหิต(๖):มารเฒ่า

กุมภาพันธ์ 12, 2007

ปารมิตา(ภาค๑)กระบี่ไร้โลหิต

paramita-copy2.jpg

ตอน(๖):มารเฒ่า

แสงอาทิตย์หรี่ลับนานแล้ว โปรยฝนซาหาย มารเฒ่าคล้ายหลับไหล หลังไหล่พิงเข้ากับเสาเรือนศาลา ลมโชยแผ่วเบา พัดพาสะเก็ดถ่านไฟปลิวเป็นเม็ดๆ เมื่อพัดต้องถ่านแดงเกิดแสงวาบขึ้นลงตามแต่จังหวะการเคลื่อนไหว ชายเสื้อมารเฒ่าพลิ้วตามลม ผู้คนนั่งอิงเอน ดูคลายใจยิ่งนัก

ผู้คนชรามักคลายกังวลต่อโลกหล้า หากแม้มีเรื่องราววุ่นวายร้อนใจของผู้คนกระทบใส่ กลับเบาบางหาเก็บมาเป็นอารมณ์ไม่ ผู้คนชราที่กระทำเรื่องราวเช่นนี้ได้มีได้มีมากนัก หากแต่ต้องเป็นผู้เคี่ยวกรำประสบการณ์ตัวเองอย่างยิ่งยวด เมื่อมองดูปัญหากลับเห็นเป็นเรื่องเบา แต่เมื่อเข้าไปกระทำพันตูกับปัญหากลับสะสางเรื่องราวเสียราบเรียบไร้ริ้วตะเข็บ มารเฒ่าเป็นชายชราประเภทนั้น หลังจากว่างเว้นเรื่องราวมักทอดตามองโลกหล้าอันเวิ้งว้างอย่างอิ่มเอม ราวกับสรรพสิ่งทั่งมวลล้วนสวยงาม ราวกับรับรู้ได้แม้กระทั้งเสียงคลอกระซิบระหว่างทิวไม้ปลิวกับสายลมสนทนาต่อกัน

ไม่นานนักเปลือกตาทั้งสองเพียงคล้อยหลับลง… สายลมอาบไล้ใบหูชายชรา

เซียวเล้งบรรลุถึงผาหินศิลาแล้วลมไหววูบเมื่อนางทิ้งตัวลง หากแต่ดรุณีน้อยนางนี้ไฉนกระทำเฉกเช่นชายชราได้ เพียงเท้าแตะพื้นดินเบื้องหน้าศาลา เหม่อมองโดยรอบคล้ายค้นหาผู้คน กลับพบเจอชายชราผู้หนึ่งนั่งอิงเสา กริยานั่นสงบเงียบงัน ผู้คนพบเห็นกลับมองผ่าน หาเป็นที่สนใจไม่ นั่นเป็นหนึ่งในกระบวนท่างำประกาย นางเห็นดังนั้นสาวเท้าเดินวนรอบบริเวณ พบเห็นร่องรอยการต่อสู้ เศษใบไม้บิดเบี้ยวผิดรูป คล้ายเกิดการปะทะกันของพลังลมปราณกล้าแกร่งสองสาย มือหนึ่งหยิบเศษใบไม้ขึ้นมาพินิจมองอย่างละเอียด เสมองไปทางศาลา

“ชายชราท่านนี้หลับไหลสบายอารมณ์ยิ่งนัก คาดว่าแม้ฟ้าถล่มลงมายังคงหลับลงอยู่เช่นนั้น” นางเอ่ยเสียงเบาบางคล้ายเกรงใจผู้คนอยู่บ้าง เสียงแตกปริของถ่านแดงดังปุแปะ แสงสว่างจากเปลวไฟวูบวาบ จะงอยปากของกาน้ำพ้นไอน้ำฟู่ๆ ศาลาไม้คร่ำครึคล้ายมีลมหายใจตามเงาไหวของไฟฟอน

“ท่านผู้อาวุโส..” นางย่างเท้าเข้าใกล้ชายชราเอ่ยน้ำเสียงสุกใสกล่าวออกไปคล้ายปลุกผู้คนให้ตื่นจากนิทรา มือหนึ่งแตะไหล่ชายชราแผ่วเบา

“ท่านผู้อาวุโส..” เอ่ยซ้ำอีกครา ชายชราครางเสียงอือในลำคอ เพียงแย้มเปลือกตาเล็กน้อยประกายอันเกิดขึ้นในดวงตาสร้างความประหลาดใจแก่เซียวเล้งยิ่ง นางมิเคยเห็นชายชราที่มีแววตาเช่นเด็กน้อยมาก่อน ยามนี้เบื้องหน้านางคล้ายเพราะเจอเด็กน้อยที่อาศัยอยู่ในร่างชายชรา ดูไปแล้วอดชื่นชมจนต้องอมยิ้มออกมา

“เด็กน้อยซุกซน เจ้ายิ้มอันใด ” ชายชรากล่าวออกมาทั่งยังคงอยู่ในท่าหลับไหลเช่นเดิม

“น้ำในกาท่านผุดเดือดนานแล้วเกรงว่าหากปล่อยไว้.. อย่างน้อยท่านต้องต้มน้ำใหม่ อย่างมากท่านต้องซื้อหากาน้ำใหม่” นางตอบด้วยน้ำเสียงยิ้มแย้ม กับชายชราตรงหน้านางคล้ายสัมผัสความอบอุ่นพิเศษ นางเองก็ไม่เข้าใจเช่นกันว่าไฉนจึงรู้สึกเช่นนั้นได้เมื่ออยู่เบื้องหน้าชายชราผู้นี้

“ท่านผู้อาวุโสคิดชงชาจึงตั้งน้ำร้อนไว้.. เด็กน้อยซุกซนช่วยท่านผู้อาวุโสชงชาเสียสักกาเป็นไร” เอ่ยไปมือหนึ่งของนางหยิบกาน้ำร้อนออกจากเตาไฟ เหลียวมองไปรอบๆค่อยถามขึ้นว่า

“ปานดินเล่าท่าน”

“เจ้าเอ่ยถึงอันใด?”

“ท่านชงชาไม่มีปานดินเผาหรอกหรือ”

“จำเป็นงั้นหรือ?” ชายชราหยิบกลักไม้ใส่ใบชายื่นให้ สีหน้านางประหลาดใจเล็กน้อย วูบหนึ่งคล้ายสำนึกได้จึงร้องอ่อ ยื่นมือรับกลักไม้นั้นมา

“อาจบางทีไม่จำเป็น” นางกล่าวเสียงราบเรียบขณะที่บรรจงเจียดใบชาลงกาน้ำร้อน ใบชาแห้งต้องผิวน้ำสีของน้ำเริ่มเปลี่ยนไป

“อืมม…” ชายชราส่งเสียงอืมหนึ่งหนค่อยขยับเคลื่อนไหว เสียงกึกคล้ายโลหะร่วงหล่น เซียวเล้งชายตามองต้นเสียงกลับพบเห็นกระบี่ดำทมึนกลิ้งตกจากศาลา เสียงกึกๆ ดังเป็นระยะ เสียงนั้นค่อยๆหรี่หายไปตามความลึกของช่องผา ในห้วงความคิดนางลอบอุทานถึงกระบี่ธาตุมาร หากแต่คล้ายมีพลังลึกลับบางอย่างขีดขวางลำคอนางไว้ ทำให้ไม่อาจเอ่ยความคิดนั้นออกมา

“สิ่งของท่านหล่นลงไป .. ท่านไม่คิดเก็บขึ้นมาหรอกหรือ” เป็นนางเอ่ยขึ้นลอยๆมิได้หมายคำตอบกลับมา

“เด็กน้อยอย่าห่วง สิ่งของเมื่อเป็นของเราย่อมเป็นของเรา”

“ท่านไม่ร้อนใจบ้างหรือ หากมีของรักที่ต้องจากหาย”

“ไม่มีสิ่งใดเคียงคู่ยั่งยืนเท่าจิตใจที่มีต่อกัน บางคราจำต้องจากกันด้วยเหตุจำเป็น”

เซียวเล้งเพียงมองออกไปเบื้องนอก ดวงดาวพราวฟ้างดงามนักยามฝนซา เมฆหมอกคล้ายล้มหายตายจากโลกหล้า นางถอนหายใจหนึ่งหน มือหนึ่งยกกาน้ำรินของเหลวภายในลงถ้วยชาใบเล็ก ริมฝีปากเอ่ยวาจาขึ้นประโยคหนึ่ง

“เด็กน้อยครุ่นคิดแทบตายไม่เข้าใจ ไฉนท่านผู้อาวุโสเพียงผู้เดียวกลับใช้ถ้วยชามสองสามใบ” น้ำชาเต็มจอกใบน้อย นางหันเหกาน้ำสู่ถ้วยชาอีกหนึ่งจอก ค่อยเอ่ยสืบต่อ

“หรือเป็นท่านเพิ่งรับแขกผ่านทางไป” สิ้นคำนาง น้ำชากลับรินเต็มจอกพอดิบพอดี นางค่อยๆประคองจอกชายื่นออกเบื้องหน้า คิดส่งให้ชายชรา วูบหนึ่งนางเหลือบเห็นกระบี่ดำทมึนเมื่อครู่ เอนอิงอยู่ข้างเสาศาลาสงบนิ่งไร้เรื่องราว นางลอบอุทานในใจ ว่าประหลาดยิ่งนัก หรือเป็นนางเลอะเลือนชั่ววูบจึงเห็นภาพหลอนเหล่านั้น

ชายชรายื่นมือออกรับถ้วยชาที่บรรจุของเหลวกรุ่นหอม ในดวงตามีประกายลี้ลับซุกซ้อนอยู่ จากนั้นหันใบหน้าออกนอกศาลาเหม่อมองเม็ดแสงดาดาวเบื้องนอก จิบชาร้อนเล็กน้อย พ้นลมหายใจออกมาเป็นมวลไอร้อน กล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

“เด็กน้อย เด็กน้อยซุกซน เมื่อครู่เป็นผู้อาวุโสบอกเจ้าไปแล้วกระมัง” หยุดจิบชาร้อนอีกหนจนหมดถ้วย

“อันสิ่งใดในโลกหล้า ล้วนแล้วมีคู่เมื่อมีเป็นคู่ไม่ว่าอย่างไรเสียย่อมต้องพบเจอกันจนได้”

เซียวเล้งเหม่อมองท้องฟ้าถ้วยชาใบเล็กในมือคล้ายไม่อาจประคองไว้ได้ กล่าวออกไปด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

“เมื่อใดเล่าท่านผู้อาวุโส .. เมื่อใดจึงเป็นเวลาเช่นนั้น”

ชายชรานิ่งเงียบเนิ่นนาน เพียงปล่อยให้สายลมโชยพัดชายเสื้อไหว เสียงเสียดสีของใบหญ้ารอบด้านบ่งบอกการมาของสายลม แลบ่งบอกการจากไปของสายลม ราตรีอันงดงามคล้ายอ้างว้างขึ้นมาในทันที

ดวงดาวพร่าพรมเต็มท้องฟ้า อวดแสงระยิบแข่งกัน บัดนี้คล้ายมีอยู่หนึ่งดวง โรยร่วงลงหลังมือดรุณีน้อย แต้มดาวที่หลังมือนาง เมื่อแรกอบอุ่น ผ่านไปชั่วครู่จึงเย็นเยียบ เป็นนางผู้เดียวที่รับรู้ความเยียบเย็นชนิดนี้

(จบตอน “มารเฒ่า”)

ตั้งหลัก(๒):ฉากต่อสู้อันดุเดือด

กุมภาพันธ์ 10, 2007

pole.jpg

เงาสะท้อนสีแดงสด กำเนิดขึ้นได้เพียงแสงส่องจากโคมน้อยสีแดง เป็นสีสันร้อนแรง สุมอารมณ์ผู้คนให้คึกคนอง ชายริ้วแพรผ้านางรำระบำโยกไหวคล้ายเป็นทำนองราตรี เสียงลั่นกลองระงม ปลุกผู้คนให้คึกคัก งานประลองมักเป็นเช่นนี้เสมอมา ไม่ว่าผู้ใดแพ้ชนะ ผู้คนดูชมล้วนรื่นเริง

เริ่มความจาก จอมนางกระบี่เพลิงแดงจากเซเคราส่งเทียบท้ากองปราบ คิดหักหาญชิงชัยภายใต้หลังคาโรงสุราแห่งเหลาเมามาย มือปราบโอ้วเย่แม้มิเคยรับมือสตรี แม้มิเคยวัดฝีมือเชิงกระบี่ต่อนาง หากแต่กระบี่ที่แทงออกครั้งนี้มิได้จ่อแทงที่คอหอยผู้คน แต่กลับจี่ตรงไปที่ศักดิ์ศรีกองปราบ มันเองแม้ไม่ออกหน้า ผู้อื่นย่อมคิดออกหน้าแทน

เอ่ยถึงกระบี่เพลิงแดงแม้มีชื่อเสียงไม่น้อยจากเซเครา(หมู่บ้านตีเหล็กแห่งประจิมทิศ)เป็นกระบี่โบราณที่ยังเคร่งคร่ำกับการผสมโลหะพิเศษเผาเตากร่ำตีเนื้อโลหะนานา สรรค์สร้างอาวุธคมกล้าคล้ายงานศิลป์ กองปราบปรามภายหลังมุ่งเน้นสรรค์หาเทคโนโลยีสมัยใหม่กลับลืมเลือนวิถีกระบี่โบราณ

กระบี่เดียวที่เซเครายังส่งเข้ากรมเมืองคือกระบี่ราชทาน อันเกิดจาการผสมโลหะกับหยกโบราณน้ำดี สลักลวดลายเฉพาะเจาะจง แสงเรืองกันเกิดจากคมกระบี่มิอาจปลอมแปลงได้ ผู้ถือกระบี่หยกล้วนเป็นคนแห่งกรมกอง หากแต่กระบี่มือปราบเป็นสิ่งราชทาน ในด้านศักดิ์ศรีแล้ว ผู้คนนครเบื้องล่างล้วนให้ค่าแก่สิ่งนี้ยิ่ง มันคิดใช้ประลองกลับเป็นเรื่องโง่งม บนฝ่ามือมันยามนี้คล้ายถือกระบอกไม้ประหลาดชนิดหนึ่ง มิได้เป็นกระบี่หยกสลักราชทาน

“ที่อยู่ในมือท่านเรียกว่าอันใด ข้าพเจ้าแลดูมิคล้ายอาวุธ?” กระบี่เพลิงแดงเอ่ยถาม มันหรี่ตามองเพ่งไปที่วัตุประหลาดในมือของโอ้วเย่

ซืม…. เสียงดังวือๆ .. ในมือของมือปราบโอ้วเย่ปรากฏกระบี่เลเซอร์

“กระบี่ข้าพเจ้าเป็นเลเซอร์ความถี่สูงออกแบบอย่างดีจากเล่าปังผู้รังสรรค์อาวุธแห่งกรมกองปราบ ” กล่าวจบคล้ายมิเสียงจึก! แสงเรืองวือๆก็หดหาย เหลือเพียงกระบอกไม้โบราณชิ่นหนึ่ง ผู้คนชมดูรายรอบส่งเสียอื่อฮือ อาวุธประหลาด อาวุธประหลาด หลากคนต่างเอ่ยความต่างกันไป

“เหอะ!! เล่าปังนามนี้ยังคงมุดศีรษะอยู่ในรูหนูแห่งกองปราบอยู่อีกรึ ข้าพเจ้าคล้ายลืมเลือนนามตาแก่ตนนี้นานแล้ว”

มันกล่าวคล้ายมีอารมณ์ขุ่นข้องภายใน สีหน้นางคล้ายแดงเรื่อ ดวงตากลมดำขับเน้นความงามประหลาดยิ่งกว่าเดิม ห้วงคำนึงของมือปราบโอ้วเย่คล้ายถูกตรึงในประกายวาบหนึ่งในดวงตานาง พริบตานั้นมันถอนเท้าออกจากพื้นดินด้านล่าง ดีดตัวลอยขึ้นสามสี่วา สบัดมือออกสองข้าง ในมืออีกข้างเพิ่มกระบอกไม้โบราณขึ้นอีกหนึ่ง เสียงจึก!! ดังพร้อมกัน กำเนิดแสงวาบออกเป็นกระบี่แสงคู่ดูไปยิ่งเพิ่มความตื่นเต้นให้กับศึกประลองครั้งนี้อย่างยิ่ง

กระบี่เพลิงแดงนั่งนิ่งเหม่อมองสรรพสิ่งอันเคลื่อนไหวเบื่องหน้า หาได้ขยับเคลื่อนกายไม่ กระบี่โลหะโบราณฝักกระบี่ย้อมแดงชาติตลอดด้ามหลับไหลลี่ลับชวนหวาบหวิว เสียงวืดวืออันเกิดจากการกวัดแกว่งกระบี่แสงเบื้องหน้าฟังไปคล้ายแมลงวันวิ้งวนอยู่รอบขอบใบหู สร้างความรำคาญให้กับผู้คนยิ่ง โต๊ะไม้รมคร่ำสีดำเข้มสะท้อนเงาแสงของกระบี่วิบวับ มือหนึ่งของกระบี่เพลิงแดงยื่นออกอย่างเชื่องช้า คว้าหยิบไม้จิ้มฟันในกรักไม้ วิ่ว…

เสียงเรียบเล็กของเนื้อไม้จิ้วแล่นออกจากฝ่ามือ ผู้คนดูชมรอบข้างกลับเห็นเพียงเส้นสีขาวไข่ไหวแทรกผ่านอากาศ กระบี่โอ้วเย่ไม่หวั่นไหวจ่อแทงออกยังเส่นสายเบื้องหน้า เกิดสำเนียงเสียงปะทะกันตังใหญ่ ไม้จิ้มฟันกลับบรรจุพลังลมปราณอันหนักหน่วง เพียงกระบี่แสงจี่ใส่เมื่อแตกสลายเป็นผงควัน บังเกิดแรงสะเทือนอากาศทั่วบริเวณ ใบหน้าผู้คนคล้ายถูกสายลมตบตีอย่างหนักหน่วง ผู้คนสามัญที่ไร้วรยุทธถึงกลับโดนพลังซัดจนพลิกตัวปลิวไปกับพลังลมปราณไม้จิ้มฟัน

ภายหลังมวลอากาศสงบลงมือปราบโอ้วเย่ทิ้งตัวลงเบื้องล่าง ปลายเท้าแตะพื้นคราหนึ่ง พลิ้วตัวพุ่งออกเบื้องหน้าหมายเข้าหากระบี่เพลิง เสียงวือของกระบี่สัดออก เงาร่างสีแดงของนางวูบไหวเคลื่อนย้ายออกด้านข้างของวิถีกระบี่ เสียงเคร่งเมื่อฝักกระบี่ตีเข้ากับลำตัวของนาง คมกระบี่เพลิงแดงยังคงหลับไหลมิได้เผยประกายออกมาให้ผู้คนยลดู กระบี่แสงแทงออกหนึ่งหนผู้คนหลบออกด้านข้างหนีพ้นคมแสงกระบี่อย่างหวาดเสียว หากแต่ขณะที่กระบี่โอ้วเย่ทุ่มตัวออกยังคงเหลือกระบี่ในมืออีกหนึ่ง

กระแสกระบี่ระลอกสองสะบัดใส่เงาร่างช่วงกลางลำตัวของกระบี่เพลิงแดง ครานี้บังเกิดเสียงตังแหลมสะท้าน ประกายวาบเป็นแสงสีแดงแลสีเขียวปะทะกัน เสียงกิดๆยามคมกระบี่ทั้งสองเสียดสี ผู้คนชมดูเกิดอาการซีดปาก หลายคนหยิมเม็ดแตงโมเค็มแทะกินอย่างเมามันส์ กระบี่เพลิงแดงแล่นออกจากฝักแล้ว เป็นกระบี่คมใสสีแดงสดฉาบอาบตลอดด้านคมจรดสันกระบี่ เป็นกระบี่ที่มีคมด้านเดียว ดูไปบอบบางยิ่ง หากแต่เสียงกระแทกกันระหว่างกระบี่ทั้งสองกลับเป็นความรู้สึกตรงกันข้าม

นางควงกระบี่ฟันออกหนึ่งรอบเป็นวงกลมวาดออกครบวงมิได้ชะงักงันอยู่ที่คมกระบี่ของฝ่ายตรงข้ามแต่อย่างได้ กระบี่แสงเมื่อถูกกรำด้วยกระบี่รุนแรงเช่นนี้ได้แต่สะบัดออกด้านข้าง กระแสกระบี่คมกล้าซัดออกรายรอบบริเวณกำเนิดเป็นริ้วรอยตามผนังอาคาร ผู้คนธรรมดามิอาจทานทนต่อแรงกดดันขนาดนี้ได้ ต่างพากันถดถอยก้าวออกนอกบริเวณทีละน้อย คงเหลือเพียงเงากระบี่สามสายพันตูกันอยู่ตรงลานพื้นหินกลางเหลาเมามาย ท่าร่างมือปราบโอ้วเย่ถดถอยตามแรงกระแทกของกระบี่เพลิงแดง นางยามนี้กระชับกระบี่ด้วยสองมือยิ่งเพิ่มกำลังฟาดฟันออก เสียงเครงสะท้านไม่หยุดผ่านไปไม่กี่อึดใจนางกลับใช้กระบวนท่าฟันออกสามสิบกระบวนท่า มือปราบโอ้วเย่ใด้แต่ตั้งรับด้วยกระบี่แสงทั้งสอง ในใจครุ่นคิด

“หากนี่เป็นกระบี่โลหะโบราณแล้วละก็ไม่แน่ว่าจะทานทนกระบี่เพลิงแดงได้นานขนาดนี้” ฉุกคิดได้เรื่องราวหนึ่งจึงเตะเท้าออกปะทะกับด้านของกระบี่เพลิงแดงที่กำลังงัดขึ้นจากด้านล่าง ร่างของมันพลันลอยลิ่วออกด้านข้าง มือหนึ่งเก็บกระบี่แสง ลอยผ่านเสาไม้ขนาดใหญ่ใช้แรงเหวียงของกระบี่หมุนวนกลับเข้าหานางอีกหน ครานี้พุ่งออกด้วยความเร็ว

หนึ่งกระบี่ถูกซัดดออก จี่ตรงใส่ช่วงใบหน้านาง หากแม้นางอาศัยกระบี่ปัดป้องกลับเกิดช่องว่างช่วงท้องให้อีกหนึ่งกระบี่โจมตีได้ เหตุการณ์เบื้องหน้าเกิดขึ้นชั่วพริบตา มือปราบโอ้วเย่กลับสีหน้าถอดสี เมื่อเห็นกระบี่เพลิงแดงบิดกายหลบเพียงเล็กน้อยหมุนรอบตัวเองหนึ่งรอบ วนจนครบวาดกระบี่เป็นวงกลมมองไปคล้ายมีแสงรายรอบเป็นเช่นวงแหวนดาวเสาร์ ปราณกระบี่ทั้งสองกระทบกันดังลั่นสะท้านสะเทือนไปทั้งโรงเหลา

ทั้งสองผละออกจากกันระยะห่างเพียงพอให้กระบี่ของอีกฝ่ายวัดออกไปที่คอหอยของอีกคนได้ ลมสายหนึ่งพัดพลิ้วเข้ามาหนึ่งหนผงฝุ่นอันเกิดจากเศษหินดินไม้ที่แตกปริจากแรงคมกระบี่ปลิงฟุ้ง ทั้งสองพลันทิ้งกระบี่ มือทั้งสองขยี่ตาทั้งสองอย่างแรง ทางหนึ่งทรุดตัวลงกับพื้นงัดผ้าสะอาดขึ้นมาเช็ดหน้า ทางหนึ่งควานหาน้ำสะอาดกรอกล้างรดใบหน้า

เด็กในร้านค่อยๆทะยอยเก็บกวาดพื้นที่ มือหนึ่งเช็ดถูพื้นโต๊ะอย่างไร้เรื่องราว กระบี่ทั้งสองถูกกวาดลงถังขยะ ผู้คนรายรอบปัดตูดเดินออกนอกเหลา กล่าวขานถึงนัดประลองครั้งต่อไป

แสงดาวเรื่อเรือง อาศัยสิ่งเล็กๆจึงยุติเรื่องราวใหญ่หลวงได้ นั้นมิใช่เรื่องราวประเสริฐหรอกหรือ

-จบ-

ปาป้า:เออร์เนสต์ เฮมิงเวย์

กุมภาพันธ์ 9, 2007

hemingway.jpg

เออร์เนสต์ เฮมิงเวย์ (1899-1961)

เจ้าของรางวัลโนเบลวรรณกรรมปี 1954 เป็นแบบอย่างความประสบความสำเร็จของนักเขียนอเมริกัน ไม่ต่างกันกับมาร์ก ทเวน ผู้มีชีวิตอยู่ก่อนหน้าเขาหนึ่งศตวรรษ เฮมิงเวย์เกิดในอิลลินอยส์ และทำงานเป็นนักหนังสือพิมพ์ก่อนและหลังจากทำงานกับรถพยาบาลอาสาสมัครในกองทัพอิตาลีในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง

ระหว่างที่เป็นผู้สื่อข่าวอยู่ในปารีส เขาได้เก็บข้อมูลสำหรับนวนิยายเรื่องเยี่ยม ได้แก่ The sun also rises (1926), A farewell to arms (1929) และ For whom the bell tolls (1940) ซึ่งเรื่องหลังเป็นนวนิยายเกี่ยวกับสงครามกลางเมืองสเปน “ในบรรดาผลงานในช่วงหลัง เรื่องโดดเด่นที่สุดจะเป็นนวนิยายขนาดสั้น The Old Man and the Sea (1952) ซึ่งเล่าเรื่องการเดินทางของชายชราชาวประมง การต่อสู้อันยาวนานและโดดเดี่ยวกับปลาและท้องทะเล และชัยชนะที่แฝงมาในความพ่ายแพ้” (จากเว็บไซต์ของรางวัลโนเบล)

หลังจากใช้ชีวิตอย่างเต็มที่และผ่านมาแล้วทั้งกีฬาของลูกผู้ชาย เหล้า สตรี บาดแผล และการเขียนที่ชักไม่ค่อยดีสมใจในระยะหลัง “ปาป้า” ยิงตัวตายเมื่ออายุได้ 62 ปี

Monday, October 30, 2006 – วาทะเฮมมิงเวย์ 3
คุณคงเห็นแล้วว่า มันเป็นเรื่องยากอย่างยิ่งที่จะพูดหรือเขียนถึงงานเขียนของคุณ เพราะถ้าหากว่า คุณเขียนออกมาได้ดีพอสมควรแล้ว ตัวคุณเองน่ะแหละที่จะรู้ว่า มันดีเพียงใดแน่ แต่ถ้าหากคุณเป็นคนบอกเสียเองว่า มันดีอย่างนั้นอย่างนี้ด้วยตัวคุณเองเสียแล้ว คุณก็จะรู้สึกว่า แม่งคุณนี่ช่างเหี้ยชิบหาย