ประวัติเอกสารสำหรับ มกราคม, 2007

เรื่องในวงเล็บ(๑๓):สิ่งที่แย่ลง

มกราคม 31, 2007

โทรภาพส่องแวบวาบในห้องพักรูหนู ในยามราตรีข้าพเจ้าเปิดดวงโคมหนึ่งดวง เพ่งความสนใจไปที่หนังสือ ด้วยความที่เงียบเกินไปบรรยากาศเช่นนี้ก็มักทำให้ข้าพเจ้าอดที่จะจินตนาการถึง สิ่งที่วิทยาศาสตร์ยังพิสูจน์ไม่ได้ แต่พยายามกันเหลือเกิน ข้าพเจ้าไม่กลัวผีขอรับ แต่ไม่อยากเจอถ้าไม่กิจธุระจำเป็น เสียงทีวีคลอเบาบางในความเย็นเยียบรอบสุดท้ายของฤดูหนาว อากาศเดี้ยวนี้แปรปรวนและเปลี่ยนแปลงบ่อยเสียจนร่างกายเราปรับตัวไม่ค่อยทัน

คนที่มองโลกเป็นเหมือนอุปกรณ์การใช้ชีวิตไปวันๆมักชอบบ่นกนด่าว่าโลกแย่ลง โลกแย่ลงทุกวันงั้นหรือ? อาจเป็นได้ เพราะดูเหมือนว่าอะไรต่างๆมันดูจะแย่ลงและไม่เหมือนเมื่อก่อน คิดตรองอีกที ถ้าโลกบ่นเป็นภาษาคนได้ เธอจะว่ามนุษย์อย่างเราว่ายังไงบ้างนะ อะ! ไม่สิ ข้าพเจ้าว่าเธอบ่นให้เราได้ฟังแล้ว เพียงแต่เราไม่ได้ยินกันเอง

เสียงโฆษณาสินค้าผ่านลำโพงทีวี

สินค้าอำนวยความสะดวกมากมาย เยอะเสียจนเหลียวหลังอ่านหนังสือแวบเดียวท่านก็กลายเป็นคน “ตกรุ่น” สินค้ารุ่นใหม่เทออกมาขาย แลขันแข่งกันอย่างครึโครมเมามันส์ ผู้ใดเตรียมตัวเตรียมใจไม่ทันอาจตกหล่นลงไปในหลุมน้ำวนของกระแสโฆษณาก็เป็นได้ ทำไม? ทำไมจึงมีสินค้ารุ่นใหม่ออกมานำเสนอติดๆกัน ข้าพทำงานในวิชาชีพที่ใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่องานออกแบบ มีเวอร์ชั่นของโปรแกรมออกมาใหม่แทบทุกเดือน เทียบแล้วจากของเดิม แทบหาความต่างของประโยชน์ใช้สอยไม่เจอเลย เพียงแต่เพิ่มเติมรายละเอียดเพียงเล็กน้อยเท่านั้นที่ทำให้ดูแตกต่างกันไป รุ่นน้อยหลายคนชอบที่จะหาโปรแกรมเหล่านี้อัพเกรดให้กับเครื่องของตัวเองอยู่ตลอดเวลา

สิ่งที่น่าแปลกเรื่องหนึ่งที่ข้าพเจ้าสงสัยหนักหนาคือ โปรแกรมที่พัฒนาขึ้นนั้นทำไมถึงได้ บริโภคประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องเป็น(บ้า)ซะทุกครั้งเชียว เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้โปรแกรมใหม่ๆจึงต้องอัพเกรดตัวเองให้มีความสามารถเพียงพอที่จะใช้โปรแกรมที่พัฒนาตัวเองขึ้นมา กลายเป็นว่าเมื่อเราต้องการให้สิ่งหนึ่งดีขึ้น เราก็ต้องปรับเปลี่ยนบางอย่างให้ดียิ่งขึ้นไป แน่นอนเครื่องอัพเกรดดีขึ้นมันก็ดีอยู่แล้ว แต่ขีดความสามารถของการพัฒนาก็มี เหมือนกบพองตัว ยิ่งอัดลมเข้าไปมากเท่าไหรสุดท้ายก็ท้องแตกตาย ใช้งานไม่ได้อยู่ดี

สิ่งอำนวยความสะดวกมากมายช่วยให้คุณเบาแรงขึ้นไม่ต้องวุ่นวายกับรายละเอียดจุกจิก ทำให้คุณได้มีเวลาไปทำอย่างอื่นที่เห็นว่ามีความสุขมากกว่าการยุ่งเกี่ยวกับเรื่องจุกจิกกวนใจ คุณทานอาหารเสริมเนื่องเพราะคุณอ้างว่าไม่มีเวลาดูแลเลือกอาหารการกิน เดี้ยวนี้เราจ่ายเงินซื้อบางสิ่งที่เราๆเองก็ทำด้วยตัวเองได้ ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น นั่นเพราะว่าเรามองเรื่องที่สมควรทำเองเหล่านั้นเป็นเรื่องเสียเวลา นั่นละคือสิ่งที่ทำให้คนเราทุกวันนี้แย่ลง เพราะเราจัดการเรื่องของตัวเองกันไม่ค่อยได้ ทางออกสุดท้ายก็คือการเลือกใครสักคน สิ่งของอย่างใดอย่างหนึ่งเข้ามาจัดการความไร้ความสามารถของตนเอง

ฟังดูแย่นะ ใช่แย่จริงๆ ความสามารถในการใช้ชีวิตลดลงนี่มัน

แย่จริงๆ

ammm.jpg

มาทิลดา นักอ่านสุดวิเศษ

มกราคม 29, 2007

“การอ่านคือการบ่มเพาะ เมล็ดพันธุ์แห่งปัญญา”

ทุกครั้งที่ข้าพเจ้าเปิดพลิกหน้า หนังสือนิยายไม่ว่าเล่มใดของท่านโกวเล้งปรมาจารย์ด้านกำลังภายใน เจ้าของฉายานาม “อัจฉริยะปีศาจ” จากไต้หวัน ข้าพเจ้าก็จะพบวลีอันชินตานี้ ข้าพเจ้าเคยคิดเล่นๆ มิได้จะออกเชิงปรัชญาอันใดหรอกขอรับ ข้าพเจ้าเพียงนึกเล่นๆว่า “หนังสือมีอายุ”

หนังสือมีอายุ .. อายุในที่นี้ข้าพเจ้ามิได้หมายถึงว่าอายุของปีที่เขียนหรือระยะเวลาที่ขายหรอกขอรับ ข้าพเจ้าให้หมายถึง อายุที่ผู้เขียนใส่ลงไปในหนังสือ นักเขียนหนึ่งคนทุ่มเทประสบการณ์ที่ตนเองผ่านโลกมา 30 ปีบ้าง 10 ปีบ้าง ประสบการณ์การเดินทาง รับประทาน ผจญภัย จีบหญิง พาหนี ตีหัวชู้ ขู่เมียน้อย ต่างๆนานาล้วนเป็นประสบการณ์ที่ต้องใช้อายุแลเลือดเนื้อเหงื่อเคราแลกจึงได้มาเป็นอักษรให้เราๆท่านๆได้ผ่านสายตา

ประสบการณ์อันดีมีค่าควรจดจำแลประทับใจ ประสบการณ์อันไม่ดีเป็นสิ่งบอกเตือนถึงข้อควรระวังในการดำเนินตนต่อไปเบื้องหน้าเพราะนาฬิกามันไม่เดินถอยหลัง ดังนั้นแล้วการที่เราได้อ่านประสบการณ์ของคนผู้หนึ่งก็ไม่ต่างจากได้รับถ่ายทอดพลังวัตรจากจอมยุทธ์ผู้คร่ำเคร่ง จากรุ่นสู่รุ่นแลจะสืบเนื่องต่อไป หนังสือเป็นการส่งต่อประสบการณ์ของคนโบราณสู่ลูกหลานเราๆ อาจถูกบิดเบือนเนื้อหาบ้างเพื่อความสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพของโลก เปลี่ยนรูปแปรร่างแต่เนื้อหาแกนในยังเหมือนเดิม (เอ่หรือไม่เหมือนหว่า)

หนังสือที่ข้าพเจ้ากำลังเอ่ยถึงนี้ ก็เกี่ยวกับประโยชน์ของการอ่านหนังสือเช่นกัน เอ้า!! ว่าไปทำไมมี เสียเวลา เสียสายตาคนอ่าน เข้าเรื่องเลยดีกว่า …

matilda.jpg

มาทิลดา นักอ่านสุดวิเศษ:เรื่องนี้ผู้เขียนวางแผนนานกว่า 20 ปี
โรอัลด์ ดาห์ล : เขียน
สาลินี คำฉันท์ : แปล

-๑-

“ฉลอง 18 ปีสำหรับวรรณกรรมเยาวชนเรื่องเยี่ยม” หน้าในแผ่นแรกโปรยหัวไว้เสียน่าตื่นเต้น หากแต่เมื่ออ่านหนังสือเล่มนี้จวบจนหน้าสุดท้าย ข้าพเจ้าไม่แน่ในว่า โรอัลด์ ต้องการเขียนเรื่องนี้ให้เด็กหรือผู้ใหญ่อ่านกันแน่ อ่อ!แน่นอนที่ลืมไม่ได้คือแวบแรกที่ข้าพเจ้าเห็นหนังสือเล่มนี้ มันถูกห่อหุ่มด้วยพลาสติกใส ติดป้ายกากบาทสีแดงสดเขียนตัวหนังสือประมาณว่า เด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ต้องให้ผู้ปกครองดูแลขณะอ่านหรืออ่านไปด้วยนี่ละ อันนี้จำไม่ได้ขอรับ เพราะไม่ได้เก็บไอ้ป้ายที่ว่าไว้ ไม่แน่ใจว่าเป็นการสร้างแรงจุงใจให้สนใจหนังสือ หรือเป็นการเตือนภัยให้ระแวดระวังหนังสือจริงๆ อ่า… ไม่รู้แหะเอาเป็นว่าเรามาทำความรู้จักกับ มาทิลดา สาวน้อยนักอ่านคนนี้ดีกว่า…

-๒-

มาทิลดา เริ่มพูดรู้เรื่องกว่าผู้ใหญ่ตั้งแต่เธออายุขวบครึ่งแต่ผู้ใหญ่มักว่าเธอพูดมาก มาทิลดาเริ่มสอนตัวเองอ่านหนังสือ อ่า..อ่านไม่ผิดหรอกครับ มาทิลดาสอนตัวเองอ่านหนังสือโดยอ่านหนังสือพิมพ์และอะไรก็ตามที่เป็นตัวหนังสือที่อยู่ในบ้าน อะไรที่ทำให้มาทิลดาเริ่มอยากอ่านหนังสือนั้นเท่าที่ข้าพเจ้าผ่านตามา โรอัลด์ ไม่ได้เขียนบอกไว้แหะ แต่ก็เหอะเอาเป็นว่า มาทิลดาชอบอ่านก็แล้วกัน หากแต่ว่าในบ้านของเธอกับมีหนังสือให้อ่านน้อยเหลือเกิน

“พ่อคะพ่อซื้อหนังสือให้หนูซักเล่มได้ไหมคะ” เธอพูด

“หนังสืออะไรกันละ—อยากได้หนังสือบ้าๆไปทำไม” พ่อย้อนถาม

“เอาไว้อ่านสิคะพ่อ”

“ให้ตายเถอะ! ดูทีวีมันเสียหายตรงไหน เรามีทีวีจอกว้าง ขนาดสิบสองนิ้วอย่างดี ยังจะขอหนังสืออีก แกมันถูกตามใจมากไปหน่อยแล้วนังหนู!”

อ่า..นั้นละสาเหตุที่ทำให้ มาทิลดาต้องออกไปหาอะไรอ่านนอกบ้าน แน่นอน อ่านที่ไหนนั้นคงต้องตามเนื้อหาในหนังสือกันเองขอรับ (ข้าเจ้าไม่บอก.. อุอุ) เรื่องราวช่วงแรกนั้นกล่าวถึง ชื่อหนังสือวรรณกรรมมากมาย ข้าพเองแทบไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อนเลย แต่คิดว่าคงเป็นวรรณกรรมระดับโลกแน่ๆ ใครที่มีความรู้เรื่องวรรณกรรมที่มาทิลดาได้อ่านไปละก็ คงสนุกไปกับข้อคิดที่มาทิดา มีต่อหนังสือเหล่านั้นแน่นอนขอรับ (ข้าพเจ้ารู้จักชื่อ เออร์เนสท์ เฮมิงเวย์ แต่ไม่เคยอ่านงานของป๋าท่านเลยเสียสักครั้ง แฮ่..)

แน่นอนเรื่องราวดำเนินไปอย่างวรรคเริ่มต้นที่ข้าน้องได้เอ่ยไว้ถึงอายุหนังสือและคนเสพอายุเหล่านั้น นั่นเป็นเรื่องดีในด้านหนึ่ง แต่หนังสือเล่มนี้ได้นำเสนอด้านที่ผู้ใหญ่กระทำไม่ดีต่อเด็กในเรื่องการดูแลความรู้เหล่านั้นโดยเฉพาะ คนในครอบครัว ซึ่งก็แน่นอนอีกเป็นครั้งที่สองคือ มาทิลดามีวิธีจัดการกับเรื่องราวเหล่านั้นได้ สนุกแลตื่นเต้นเลยทีเดียวเทียว

และในบางช่วงตอน โรอัลด์ ได้นำเสนอแง่มมุมของชีวิตความเป็นอยู่ของ คนอังกฤษในระดับของชนชั้นมีอันจะไม่ค่อยพอกิน ต่างๆนานา แนมซ้อนอยู่ในเนื้อหาตลอดเรื่อง (แอบมีเหน็บแนมอเมริกาเล็กน้อย) เชื่อว่าหนังสือเล่มนี้หากเป็นผู้ใหญ่อ่านย่อมได้แง่คิดดีๆในการมองเด็กๆ ที่อยู่ในการปกครองท่านเสียใหม่แล้วละขอรับ

“ไม่น่าเชื่อเหรอครับ?” อ่อแน่นอนขอรับ ข้าพเจ้าเคยมีประสบการณ์เมื่อครั้งที่เคยแนะนำหนังสือเรื่อง”โลกของจอม” ให้เพื่อนคนหนึ่งอ่าน เธอว่าเด็กแบบจอมนะไม่มีทางเป็นไปได้หรอก ข้าเจ้าเพียงแต่หัวร่อแฮๆ ไปต่อไม่เป็นเหมือนกัน จำได้เมื่อตอนที่ข้าพเจ้าอ่านเรื่องของจอมนั้นไม่ได้นึกถึงเรื่องความเป็นไปได้ของที่มาของ”จอม”เลย ไม่สนเสียด้วยว่าพ่อแม่เขาทำงานอะไร เป็นคนจากจังหวัดไหน เรื่องที่ข้าพเจ้าสนใจคือเนื้อหาของสิ่งที่อยู่ภายในมากกว่า

วรรณกรรมเป็นศิลปอย่างหนึ่ง ซึ่งผสานจินตนาการและประสบการณ์ของผู้เขียน บางทีการคร่ำเคร่งอยู่กับเหตุและผลมากเกินไปก็อาจทำให้รสชาติอรรถรสในการเสพงานศิลปลดลงก็เป็นได้ นั่นหมายถึงว่า บางทีเราก็ต้องรู้จักที่จะวางเหตุผลบางอย่างเอาไว้ข้างๆก่อนเวลาจะอ่านหนังสือประเภทวรรณกรรม (แต่อ่านข่าวสารต้องให้เหตุผลหน่อย) แล้วพร้อมที่จะโดยสารยานแห่งจินตนาการที่ผู้เขียนสตาร์ทเครื่องรอไว้อยู่แล้ว … ท่องเที่ยวไป

“ทำไมคนเราต้องรู้เหตุผลไปเสียทุกครั้ง “

(ชาลี แชปปลิน)

roalddahl.jpg

www.roalddahl.com

เกี่ยวกับผู้เขียน : โรอัลด์ ดาห์ล

ซึ่งความจริงเป็นเนื้อหาที่อยู่หลังหนังสือเล่มนี้ ข้าพเจ้าขออนุญาตเอาลงเป็นข้อมูลประกอบด้วยขอรับ

โรอัลด์ ดาห์ล มีเชื้อสายนอร์เวย์ เกิดที่ แคว้นเวลล์ ประเทศอังกฤษ หลังจากเรียนจบมัธยมปลายเมื่ออายุ 18 ปี สมัครทำงานกับบริษัทเซลล์ในแอฟริกา เมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่สอง ก็สมัครเป็นทหารของกองทัพอากาศอังกฤษ ประสบอุบัติเหตุเครื่องบินตก บาดเจ็บสาหัส ครั้นสงครามยุติ ได้ตำแหน่งผู้ช่วยทูตทหารอากาศอังกฤษประจำกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ประเทศสหรัฐอเมริกา

โรอัลด์ เริ่มเขียนเรื่องสั้นจากการชักนำของนักเขียนชื่อดังคือ ซีเอส.ฟอร์เรสเต้อร์ ขณะที่ดาห์ลเป็นผู้ช่วยทูตทหารอากาศในสหรัฐอเมริกานั่นเอง เพียงเรื่องแรกก็ได้รับความสำเร็จอย่างยิ่ง จากนั้นจึงเขียนหนังสือเรื่อยมา โดยเขียนทั้งเรื่องสั้นและเรื่องยาว

เมื่ออายุมากขึ้น โรอัลด์ ดาห์ล หันมาเขียนวรรณกรรมเยาวชน และปรากฏว่าเป็นที่ชื่นชอบของนักอ่านวัยเยาว์ทั้งหลาย จนอาจกล่าวได้ว่า ในประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อกลางทุกประเทศทั่วโลก และประเทศที่มีการแปลหนังสือจากภาษาอังกฤษสู่ภาษาของตน แทบจะไม่มีชาติใดในจำนวนเหล่านั้นที่ไม่รู้จักชื่อ โรอัลด์ ดาห์ล

โรอัลด์ ดาห์ล ได้เขียนประวัติชีวิตวัยเด็กใว้ในหนังสือเรื่อง BOY (แปลเป็นภาษาไทย ชื่อ เด็กชายโรอัลด์ ดาห์ล) เรื่องในวัยหนุ่มเมื่อเริ่มทำงานและเป็นนักบิน เขียนไว้ในเรื่อง Going Solo (ฉบับแปลภาษาไทยชื่อ บินเดี่ยว )และเขียนเล่าเกี่ยวกับการเริ่มเป็นนักเขียน วิธีการทำงานเขียนหนังสือในระยะแรกชื่อหนังสือ the Wonderful Story of Henry Sugar and Six More (ฉบับแปลภาษาไทยชื่อ เรื่องแรก)

คติพจน์ของเขาเมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่ คือ

My candle burns at both ends

เทียนของข้าไหม้จนดับไป

It will not last the night

แต่ไม่ใช่ครั้งสุดท้ายในคืนนี้

But ah my foes and oh my friends

โอ้ทั้งเพื่อนรัก และศัตรู

It gives a lively light.

นั่นคือแสงแห่งการมีชีวิตอยู่ของข้า .

(พากย์เสียงภาษาไทยโดย เชฟเรน ขนมปังอาบยาพิษ)

โรอัลด์ ดาห์ล ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน คศ. 1990 ขณะที่มีอายุ 74 ปี หนังสือพิมพ์ เกือบทุกฉบับในโลก เสนอข่าวการจากไปของเขา นับเป็นการสูญเสียครั้งใหญ่สำหรับผู้อ่านที่ติดตามผลงานของนักเขียนชื่อ ‘โรอัลด์ ดาห์ล’

ด้วยจิตคารวะ

กระบี่ไร้โลหิต(๕):ผู้นำทาง

มกราคม 25, 2007

ปารมิตา(ภาค๑)กระบี่ไร้โลหิต

paramita-copy.jpg

สืบเนื่องจากตอนที่แล้ว

เซียวเล้งใช้ลมปราณอ่อนเอาชัยอดีตประมุขพรรคมาร(เล่าเติ่ง) จนบัดนี้เดินทางก้าวล่วงพ้นเนินเขตเขาโดโจมุ่งสู่ดินแดนปารมิตา เล่าเติ่งอดีตประมุขพรรคมาร เข้าปะทะและควบคุมตัวเชาเส่ยกับเป้ยซ่งสองพี่น้องศิษย์ร่วมสำนักเดียวกันกับเซียวเล้ง อาจารย์ของพวกมันคือเจ้าสำนักมังกรฟ้าคือบิดาของเซียวเล้ง มังกรเมฆา เจ้าสำนักฝ่ายเทวะ หากแต่ว่าที่มันทั้งสองสะกดรอยตามแท้จริงคือเซียวเล้งหรือหมายตาความลับในถุงแพรปักนกเป็ดน้ำคู่กันแน่

มารน้อยเพียงคิดเดินทางเพื่อส่งมอบสิ่งของนี้ให้มารขาวบิดาของมันได้เดินทางเข้าพบมารเฒ่ามิได้ใส่ใจเรื่องราวอันซุกซ่อนในถุงแพร ผู้ล่วงรู้ว่ามารขาวอยู่ที่ใดย่อมเป็นมารเฒ่าผู้เป็นอาจารย์ของมัน การเดินทางของมารน้อยเพื่อส่งมอบถุงแพรนี้ย่อมมิใช่เรื่องราวง่ายดาย นั่นย่อมติดตามตอนต่อไป …

ตอน(๕) : ผู้นำทาง

เพียงแสงแวบวาบใต้ทิวเมฆา สีครึ้มดำของมันนำพาอารมณ์ผู้คนเวิ้งว้างหดหู่ ละอองฝนพรมเป็นฝอยอาบทั่วพื้นกระท้อมปลายผา ชายชรานิ่งเงียบ ผ่านไปเนิ่นนานมิคล้ายมีวาจาใดๆออกจากร่าง เม็ดหมากขาวดำเรียงรายแน่นหนาแทบมองไม่เห็นพื้นที่ว่าง ดูไปเป็นช่วงปลายสุดของกลเกม เหล่ากองทัพม้าศึกล้วนเข้า ประจันหน้า เพียงพบเหลียมมุมใดสามารถเล็ดรอดได้ นั่นถึงกับเป็นจุดแตกหักสิ้นสุดในสมรภูมิรบ

(เพิ่มเติม…)

สายธารแห่งปัญญาแล..คุณเทวดาที่โหล่

มกราคม 24, 2007

เปิดห้องใหม่มีป้ายแปะข้างหน้าห้องว่า “หนังสือหนังหา” แรกเริ่มเดิมทีคิดจะเขียนถึงหนังสือที่อ่านผ่านมา และ หนังที่หามาดูไม่ว่าจะเป็นหนังโรงเงินล้านหรือว่าหนังแผ่นที่ไม่ได้ลงโรงฉายแต่ได้ใจเจ้าของพื้นที่เช่นข้าพเจ้า

เป้าหมายของข้าพเจ้าคงมิได้ต้องการลงรายละเอียดถึงขนาดเกาแกะแทะเล็มถึงเนื้อหนังเนื้อหามากมายนัก นั้นเพราะมันจะกลายเป็นการสรูปตัดสินใจแทนผู้อ่านผู้ชมมากเกินไป และอาจเป็นการทำลายรสชาติของหนังสือไปเลยก็เป็นได้ เอาเป็นว่าข้าพเจ้าคงทิ้งคำถามแบบเปิดหัวให้ไปลองอ่านดูแล้วคิดเติมเสริมต่อกันเอาเองดีหรือเปล่าขอรับ…

ความสามารถในการรับรสชาติอาหารของแต่ละคนแตกต่างกันอย่างไร ความคิดที่แตกยอดหลังจากการอ่านหนังสือของแต่ละผู้คนย่อมแตกต่างกันออกไป หนังสือมีหลายประเภท หลากหลายรสชาติและสารอาหารสมองที่เป็นองค์ประกอบยิบย้อยก็แล้วแต่ว่าผู้ใดจึงมีความสามารถในการเก็บเกี่ยวได้มากว่ากัน นั่นย่อมขึ้นอยู่กับประสพการณ์ของแต่ละผู้คน

เกริ่นนานขนาดนี้นั้นข้าพเจ้ากำลังจะบอกว่า อย่าเพิ่งเชื่อในรสนิ้วดีดจิ้มของข้าพเจ้านัก จนกว่าท่านจะได้รับรสอักษรด้วยแววตาของท่านเอง ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อกิ่งก้านของท่านผู้อ่านออกผลออกดอกที่มีสีสันแตกต่างจากข้าพเจ้าแล้ว หากไม่เป็นการรบกวนมากเกิน กรุณาเสียสละเวลาที่ท่านจะเอานิ้วมือไปทำอย่างอื่น บอกเล่าบรรยายผลผลิตเหล่านั้นสู่กันอ่าน

แต่อันเนื่องจากข้าพเจ้าเป็นพวกชอบ”เตลิด” ไม่ค่อยอยู่กับรอยร่อง ข้าพเจ้าจึงต้องตั้งกติกาสำหรับสมองตนเองเสียสักสองข้อ ในการบ่นความเกี่ยวกับเรื่องหนังสือหนังหา

๑. ทำไมถึง(ต้อง)อ่าน : หนังสือก็เหมือนอาหารอย่างหนึ่ง บ้างเป็นอาหารเสริม บ้างเป็นอาหารหลัก บ้างเป็นขนมหวานแบ่งกินยามว่าง เข้าห้องน้ำ ทูนกับหัวไว้ก่อนนอน การเลือกหนังสืออ่านก็คงเป็นอารมณ์เดียวกับตอนที่เราเองกำลังนึกถึงว่า “กินอะไรดีวะ?” ใช่แล้วบางทีเราก็เบื่อข้าวแกงอาหารตามสั่งเหมือนกัน ข้อนี้ช่วยให้เรา(ข้าพเจ้า)นึกทบทวนอาการหิวหนังสือว่าทำไม่ถึงหยิบเล่มนั้นนี้

๒. อ่านแล้วเป็นไง : หนังสือบางเล่มอ่านแล้วเกิดคำถาม บางเล่มอ่านแล้วได้คำตอบ คำถามคำตอบเป็นอะไรที่อยู่ด้วยกันอย่างแยกไม่ออก สำหรับบางคนยิ่งอ่านเท่าไหรยิ่งเกิดคำถามในหัวมากมาย หากแม้ผู้ใดก็ตามยินดีเสียเวลาช่วยควานหาหนังสือที่พอจะเป็นคำตอบของหนังสือเล่มหนึ่งได้จึงเป็นพระคุณอย่างยิ่ง

เอาละว่าไปให้ยืดยาวทำไมให้เมื่อยนิ้วเปลืองไฟเปลืองเนตเล่น ไหนลองล้วงเข้าไปในตระกร้าหยิบ”หนังสือหนังหา”มาเล็มเล่นเสียสักสองเล่มเป็นไร …

flow-wisdom.jpg

สายธารแห่งปัญญา : คัมภีร์สร้างสรรค์ชีวิตตามวิถีแห่ง พุทธ เต๋า ขงจื้อ
หงอิ้งหมิง สมัยราชวงศหมิง /เขียน
บุญศักดิ์ แสงระวี /เรียบเรียง

คนอ่านหนังสือเป็น

ควรอ่านจนสะกดกลั้นความพึงพอใจไว้ ไม่อยู่

จึงเข้าใจเนื้อหาได้อย่างถ่องแท้

ผู้สันทัดการสังเกตสรรพสิ่ง

ควรสังเกตุจนซึมซาบเข้าไปในจิตใจ

จึงจะมองเห็นธาตุแท้ ได้ทะลุปรุโปร่ง

นิทัศน์อุทาหรณ์

-๑-

อ่า.. ท่านเหล่าจอมยุทธอย่าเพิ่งรีบชักกระบี่ตีกันเพื่อแย่งชิงคัมภีร์ ข้าน้องขี้เกียจเช็ดเลือด ข้าพเจ้าปัดฝุ่นเล็กน้อยก่อนจักเริ่มเล่าความ เปิดมาหน้าแรกภายในข้าพเจ้ามิได้มองคำนำแต่อย่างใด ข้าพเจ้าพบเจอวันเดือนปีที่ข้าพเจ้าได้คัมภีร์เล่มนี้มาครอบครอง แน่นอนข้าพเจ้ามิต้องเสียเหงื่อแย่งชิงคัมภีร์เฉกเช่นจอมยุทธ์โบราณการณ์ หนังสือเล่มนี้ข้าพเจ้าตีตราเป็นเจ้าของไว้ตั้งแต่ปี ๔๗ เดือน ๑๐ สองปีกว่าที่แล้วเกิดอะไรขึ้นกับข้าพเจ้า ก่อนหน้านี้ข้าพเจ้าแทบไม่รู้จักเหล่านักปราชญ์ตระกูล”จื้อ”ทั้งหลายเหล่า รู้จักคำว่า”เต๋า” เพียงลมผ่านรูหู ถ้าให้อธิบายต้องบอกว่าข้าพเจ้านึกถึงนักพรตที่ถือกระบี่ไม้ ไล่ปราบผีดิบที่กระโดดไปมาไล่กัดคน แฮ…

เต๋ามีแยกแนวคิดหลายแนว มีเต๋าของเล่าจื้อ เต๋าของขงจื้อ และเต๋าแบบพ่อมดหมอผีพวกที่ถือยันต์แปดทิศเดินตรวจดวงดาวไปมานั่นก็เป็นเต๋าอีกแบบหนึ่ง เอ้า!! เข้าเรื่องหนังสือ

“นักวิสาหกิจของญี่ปุ่นคนหนึ่งพูดว่า หนังสือเกี่ยวกับธุรกิจมีเป็นพันเล่ม แต่สู้หนังสือเล่มนี้ไม่ได้” จากคำโปรยปกหลังคราแรกที่ผ่านตาข้าพเจ้าสบทในใจ(ชิ) ไอ้ห่าชื่อมันก็บอกแล้วว่าเป็นคัมภีร์ธรรมมะ เต๋า พุทธ ไม่ใช่หนังสือธุรกิจ สืบต่อจากนั้นเพียงใช้สมองน้อยๆตรองวนเวียนอีกรอบ จึงสบทในใจอีกครั้ง(ชิ) ไอ้ห่า นั่นหมายความว่า หนังสือเล่มนี้มันก็ใช้แทนหนังสือธุรกิจได้นะสิ แวบเดียวกันนั้นข้าพเจ้านึกถึงคำๆว่า “ธรรมาภิบาล”(governance) เอาละเริ่มน่าสนใจใช่มั้ยละพี่น้อง ข้าพเจ้าขอเล็มอ่านอีกรอบ …

-๒-

สายธารแห่งปัญญา เล่มนี้เป็นหนังสือนิทานขอรับ แต่มิใช่เป็นนิทานหลอกเด็กอย่างแน่นอน ข้าพเจ้าเห็นความจริงบางอย่างว่า “นิทาน” เป็นสื่อการสอนที่ดีที่สุดในโลก ศาสนาแต่ละประเทศแต่ละพื้นที่นั้น ใช้นิทานเป็นพาหนะขนถ่ายความคิดปรัชญาของปราชญ์โบราณ สู่เนื้อนาแห่งปัจจุบันกาล จีนแผ่นดินใหญ่เป็นชนเผ่าที่มีอารยธรรมรุ่งเรื่องด้านความคิดคมปรัชญามานับพันๆปี

นิทานแต่ละเรื่องในหนังสือสายธารแห่งปัญญานั้นท่านจึงได้รับรู้ถึง ว่าสายธารสายนี้ไหลผ่านความคิดผู้คนอันหลากหลายและ ชโลมพื้นดินที่แผ่ผ่านไปตลอดเวลา นั่นข้าพเจ้าให้หมายถึงว่า ตลอดเวลาที่ผ่านตาตัวหนังสืออักขระประดามี จิตใจที่คล้ายกับมีปมเงื่อนเชือกรัดอัตตาตนกลับถูกผ่อนคลายอย่างเย็นชื่น ดั่งสายน้ำแห่งปัญญาได้ทำการชะล้างความขุ่นมัวของจิตใจไปจริงๆ

เนื้อหาในเรื่องราวของคัมภีร์เกือบทั้งหมดเอ่ยถึงมุมมองในการมองชีวิตที่ไม่ยึดติดในความมี และนำเสนอคุณค่าของความไม่มี จะว่าไปนั่นก็คล้ายเคียงกับหลักปรัชญาของท่าน จวงจื้อ คือหาประโยชน์จากสิ่งที่ไม่มีประโยชน์ เป็นเช่นนั้นแล้วเรื่องราวส่วนใหญ่จึงเป็นการบอกเล่าถึงวิถีชีวิตในปกติชน คือชนชั้นชาวบ้านทั่วไปนั่นเอง บทสรูปของเนื้อเรื่องมักจบลงด้วยความงอกงามของจิตใจ มิใช่ได้จากวัตถุ ยกตัวอย่างบางตอน

มีสมบัติมากก็ทุกข์ว่าจะสูญเสีย

มั่งมีจึงมิสู้ยากจนซึ่งไร้ความกังวล

มีฐานะสูงก็กลัวว่าจะตกต่ำ

อยู่สูงจึงมิสู้อยู่อย่างต่ำซึ่งอยู่เย็นเป็นสุข

จึงเห็นว่าผู้ประกอบการธุรกิจหากสะสมความั่งมีมากเกินควรก็รังแต่สะสมความทุกข์ใจ หาได้เพิ่มพูนความสูขตามแท้จริง ดังนั้นแล้วในหลายๆเรื่องราวของสายธารแห่งปัญญาจึงชี้นำให้เห็นว่า สิ่งใดคือ “ความสุขอันเที่ยงแท้” ความสุขแบบนี้เป็นความสุขที่ไม่เปลี่ยนแปลงดังคล้ายแสงสว่างของพระอาทิตย์ คือไม่ต้องเปิดสวิชมันก็สว่าง เมื่ออ่านแล้วจึงได้รู้ว่า ความสุขนั้นหาง่ายเหลือเกิน แม้แต่บางทีลมไหวใบไม้พลิ้ว ผู้ที่เข้าถึงแก่นแท้ของความสุขไม่ว่าสิ่งใดในโลกเคลื่อนใหวล้วนแล้วเป็นความสุขที่จะหยิบมาใช้ได้

สายธารญแห่งปัญญาจึงมิใช่สายธารที่ให้ผู้คนได้เก็บเกี่ยวผลประโยชน์ทางวัตถุ หากแต่เป็นธารใสที่ใช้ชโลม อัตตาที่เกาะกุมจิตใจให้มลายลง เมื่อนั่นท่านจึงใด้พบหนทาง(มรรค) ที่เป็นทางโปร่งโล่งเลี่ยนให้ท่านสัญจรเดินทางต่อไป …

เขียนหนังสือควรเรียบง่ายถึงจะก้าวหน้า

การฝึกตนควรเรียบง่ายจึงจะสำเร็จ

ความเรียบง่ายมีความหมายสุดหยั่ง

ดั่งสุนัขเห่าในดงดอกท้อ ไก่ขันในดงหม่อน

นับเป็นทัศนียภาพแสนบริสุทธิ์

ส่วนวงเดือนบนหนองน้ำหนาวยะเยือก

นกเกาะบนต้นไม้โบราณ

แม้ภาพวาดฝีมือจะเลิศ

แต่กลับให้ความรู้สึกว่า

บรรยากาศช่างเงียบเหงาอ้างว้างยิ่งนัก

ข้าพเจ้าอ่านจนจบ หน้าสุดท้ายมีความรู้สึกอย่างหนึ่งในตอนนี้ ซึ่งไม่ต่างจากเมื่อสองปีที่แล้วที่ข้าพเจ้าอ่านจบว่า ถ้าใครถามหาหนังสือธรรมมะดีๆสักเล่มหรือใครที่อยากเรียนรู้เต๋า ข้าพเจ้าจะไม่ลังเลเลยที่จะหยิบยก ชื่อของ”สายธารแห่งปัญญา”เล่มนี้เอื่อนเอ่ยออกไป…

last-angel.jpg

เทวดาที่โหล่ : นิยายอบอุ่นอ่อนโยนที่ส่งเสริมให้เด็กตระหนักถึงคุณค่าของ”ความพยายาม”
โอคะดะ จุน / เขียน
ปริวัณย์ เยี่ยมแสนสุข / แปล

-๑-

“เทวดาที่โหล่”อ่า..แค่ชื่อก็โดนแล้วขอรับนี่ยังไม่ทันได้พลิกเปิดดูเนื้อเรื่องข้างในเลย ข้าพเจ้าก็ไล่ตาไปที่ปกหลังอย่างเป็นธรรมเนียมส่วนตัวของการเลือกหาหนังสือของข้าพเจ้าไปเสียแล้ว

สามบรรทัดสุดท้ายของปกหลัง

“แต่การพยายามจะเป็นที่โหล่นั่นดีแน่หรือ…?”
“และความพยายามจะเป็นที่หนึ่งละ…ดีรึปล่า?”

(อ้าวไหนบอกสามบรรทัด?)

หนังสือที่น่าสนใจมีอย่างหนึ่งที่คล้ายกันคือ “ทำให้เกิดความสงสัย” อะหะ ใช่แล้วขอรับคำโปรยมีผลเหลือเกินสำหรับเป็นสิ่งโน้มน้าวนิ้วมือให้กรีดหน้าต่อไปต่อไปและต่อๆ จนจบหน้า

“เออวะ?” ความสงสัยผุดขึ้นในหัวข้าพเจ้าแล้วเกี่ยวกับเรื่อง”ที่โหล่” และตัวเทวดาน้อยๆโปร่งแสงตัวที่เหาะผ่านหน้าปกนั่นด้วย แหมสีสันหน้าปกมันช่างสดใสสมกับหนังสือสำหรับเด็กแลเยาว์ชนเลยทีเดียวเทียว เอาละตามความสงสัยกับความสดสวยของปกหนังสือไปกันดีกว่า

last-angel2.jpg

-๒-

“ลูกคิดยังไงกับเรื่องของพ่อ”

“คิดยังไง?”

“เรื่องที่พ่อมักพูดติดปากเสมอว่า ต้องเอาชนะทุกคนไงล่ะ แม่สงสัยว่าการมุ่งมั่นทำงานชนิดที่ไม่ยอมแพ้ใครเป็นเรื่องดีจริงๆหรือเปล่า แล้วพ่อพอใจแบบนั้นจริงหรือ พ่อเอาแต่วิ่งไปวุ่นมา พร่ำพูดว่างานยุ่ง งานยุ่ง ต้องคอยเร่งฝีเท้าวิ่งให้เร็วขึ้น เร็วขึ้น วิ่งไปวิ่งไป ในที่สุดก็ล้มไม่เป็นท่า “

แม่จ้องถ้วยน้ำชาในมือทั้งสอง

“บางทีพ่ออาจจะคิดว่า สิ่งที่ทำไปคือความพยายาม แต่แม่จะบอกให้นะ ถ้าความพยายามคือการใช้ชีวิตเหมือนพ่อ หรือการพยายามหมายถึงการต้องเอาชนะคนอื่นแล้วละก็ ฮาจิเม แม่ไม่อยากให้ลูกพยายามทำอะไรเลย”

น้ำตาล่วงจากดวงตาของแม่ ผู้ที่ไม่ได้ร้องไห้เลยตลอดช่วงงานศพ(ของพ่อ)

ฮาจิเม ตัวเอกของเรื่องกับห้องเรียนใหม่ของเขา เรื่องราวทั้งหมดหลังจากนี้เป็นเรื่องที่ข้าพเจ้าไม่อยากเล่าเลย เนื่องเพราะว่า ข้าพเจ้าอยากให้เหล่าพี่น้องทั้งหลายเหล่าได้ลองเล็มเลียดอักษรต่อจากนี้ด้วยตัวเอง แล้วท่านพี่ทั้งหลายจะเห็นเป็นเช่นเดียวกับข้าพเจ้าว่า “โชคดีเหลือเกินที่เอ็งไม่เล่าออกมา” นั่นอาจเป็นเพราะว่าหากเล่าแล้วอาจไม่ได้รสเท่ากับเนื้อหาตามจริงและข้าน้องเองก็ไม่อยากให้ยอดขายของหนังสือกระทบกระเทือน เพราะบอกเรื่องราวเสียหมดเปลือก แต่ว่าจะทำอย่างไรจึงจะเร่งเร้าให้นิ้วของท่านพี่ๆให้เจียดเงินในกระปุก อุดหนุนหนังสือเล็กๆเล่มนี้เล่า

คำถาม ..? อ่าข้าพเจ้าจึงตั้งคำถาม

๑) เรื่องราวจะเป็นอย่างไรถ้าฮาจิเมสามารถมองเห็นเทวดาตัวน้อยในห้องเรียนเพียงคนเดียว เพราะเขาทำคะแนนสอบได้ที่โหล่ อ่า.. (ไม่บอกไปอ่านเอง)

๒) เรื่องราวจะสนุกขนาดใหน ที่ฮาจิเมพยามที่จะได้ที่โหล่ในทุกๆเรื่องเพื่อที่จะได้พูดคุยกับเพื่อนตัวเล็ก ?

๓) เรื่องราวจะน่าติดตามเพียงใดเมื่อ เด็กในห้องเรียนต่างอยากเห็นเจ้าเทวดาที่โหล่ตนนี้ ?(ตายห่านี่มิใช่ว่าจะเป็นที่โหลทั้งห้องหรอกหรือ)

๔) จะเป็นยังไงถ้าเด็กๆในห้องเรียนได้คะแนนสอบเต็มทุกคนและสอบได้ 0 คะแนนกันเกือบทุกคนในวันเดียวกัน (เป็นไงละ ก็งงนะสิ)

แหละเมื่อตาของท่านไล้ผิวอักษรเรื่องราวจวบจนตัวสุดท้ายแล้ว คำถามที่ว่า

“แต่การพยายามจะเป็นที่โหล่นั่นดีแน่หรือ…?”
“และความพยายามจะเป็นที่หนึ่งละ…ดีรึปล่า?”

คำถามข้างต้นนั้นคนที่ตอบได้ดีที่สุดคือท่านผู้อ่านเอง ข้าพเจ้าเพียงบอกได้เพียงว่า “เทวดาที่โหล่” นั้นได้สอนข้าพเจ้าให้มองการทำงานเพื่อบรรลุถึงเป่าหมายไปอีกแบบ ชัยชนะหอมหวานเช่นนั้นเชียวหรือ ไม่เลย และอีกข้อหนึ่งที่ผู้ใหญ่จะหันมาให้ความสำคัญในข้อนี้คือ เด็กมักจะมีความพยายามอย่างมากที่เดียวเทียวกับสิ่งที่เขาสนใจ พวกเขาทำได้แม้กระทั้งยอมสอบได้ “0″ คะแนน

จบเรื่องราวของ“หนังสือหนังหา”ในครั้งแรกนี้ ข้าพเจ้ายินดีอย่างหนึ่งคือ ข้าพเจ้าทำมันจนจบแล้วเพราะที่ผ่านมาหลายวันตอกนิ้วไม่ต่อเนื่องงานการก็จี้หลังอยู่ตลอดเวลา นึกว่าเรือจะล่มเสียไม่เป็นท่า แต่พอพรมนิ้วลงบรรทัดสุดท้าย ข้าพเจ้าให้หายใจโล่งท้อง ฮ่า….. เสร็จเสียที หลังจากนี้จะค่อยๆหยิบหนังสือมาเล็มเล่นต่อไป อะไรที่ขาดตกบกพร่องไปหากไม่เหลือกบากกว่าแรง ขอพี่ท่านทั้งหลายเหล่าช่วยชี้แนะด้วยก็แล้วกันขอรับ…

คารวะ

สวนอักษร

มกราคม 20, 2007

๒๐/๐๑/๒๕๕๐

หนีบหนังสือท่องเดิน เพลินลมเล่น

ขีดเขียนเว้นเป็นถ้อยคำ ทำอักษร

หนุนนอนฟ้าอาบนที คล้ายคนจร

หัวถึงหมอนหลับไหล ไกลทุกข์ธาร

happy.jpg

ภาพนี้เขียนไว้นานแล้ว พอดีเอาไปแนมหนังสือเก่า
วันนี้กรุแตกเลยได้พบเจอกันอีกครา
เลยนำมารวมกับต้มยำทำกลอน

เรื่องในวงเล็บ(๑๒):อาบอรุณ…สู่ร่องอนาคต

มกราคม 18, 2007

หกโมงตรงในยามเช้า นาฬิกาในโทรศัพท์ดูจะกระตุ้นประสาทชาวเมืองให้ตื่นขึ้นดีกว่านาฬิกาปลูกรูปไก่อี้เอ๊กเอ้ก เสียงต่างๆค่อยทะยอยนำเสริฟ เสียงจากเครื่องขยายเสียงดังระงมในพื้นที่ บ้างขายอาหารสดเป็นรถขนของเปิดท้ายพ่วงถังน้ำแข็งขนาดใหญ่เนื้อสดปลาดิบมักแยกส่วนกับผักนานา บางทีมีเมนูพิเศษแล้วแต่ตามสั่งปากบอกล่วงหน้า บ้างเป็นปาท่องโก๋น้ำเต้าหู้ บ้างเป็นพวงดอกไม้สด เป็นดาวเรืองสดร้อยเป็นพวงยาวสลับกับพวงดอกมะลอช่อเล็ก กลิ่นอ่อนๆจางบางเบาลอยแตะจมูกห้องหับที่อยู่เบื้องล่าง เป็นประจำทุกวี่วัน

ประชากรอัตโนมัติต่างพร้อมใจกันขยับร่างกาย เสียงกรอบกราบของความเมื่อยขบกระดุก เสียงอิดออดเมื่อขยับร่างกายสะบัดความงุนงัวแห่งราตรี แดดอ่อนๆยามเช้าอุ่นอารมณ์ผู้คนให้หอมหวน ผมโผล่หน้ามึนๆออกพ้นระเบียงห้องพักเพียงเหลือบมองสิ่งต่างๆเบื้องล่าง ทั้งสิ่งมีชีวิตและสิ่งไม่มีชีวิตต่างเคลื่อนไหว ใครๆก็ต่างมายืนบิดกระบวนที่ชานระเบียง บางคนแถมการประกอบกิจวัตรยามเช้า แปรงสีฟันที่คาบคาในกระพุ้งแก้ม ฝอยน้ำเล็กๆพรมบนกระถางกล้วยไม้ใบจิ๋ว ดอกไม้ค่อยๆโตรอเพียงวันผลิดอก ผ้าขนหนูสีหม่นแห้งพอดิบดีให้หยิบใช้ คอนเดนซิ่งเครื่องปรับอากาศเป็นเครื่องอบผ้าอย่างดี หากมิต้องการอนามัยมากนัก เสียงครุกครักตามสายร้อยท่อน้ำแสดงถึงการใช้งานห้องน้ำยามเช้า

ร้านอาหารตามสั่งข้างล่างมีคนเริ่มนั่งแล้ว บรรยากาศยังอวลไปด้วยความเย็น ลูกค้าคิดสั่งโจ๊กอุ่นๆคงไม่เป็นเรื่องแปลก ด้วยความรวดเร็วแม่ค้าจัดแจงฉีกซองโจ๊ก ผงข้าวแห้งผสมเครื่องปรุงชูรสทยอยลงหม้อใบเล็ก คลุกเคล้าชิ้นเนื้อหมูสับ ปรุงเพิ่มด้วยผักสดแช่เย็นบ้างเล็กน้อย ใช่.. อาหารเช้าเสริฟพร้อมโอวันตินหรือชาร้อนกาแฟดำ

เด็กๆเริ่มออกมานั่งแกว่งข้อเท้าน้อยๆ แคร่ไม้เก่าครึสีออกน้ำตาลคล้ำไปทางดำถูกเสื้อผ้านักเรียนขัดถูเสียวาววับ เสียงแหลมเล็กเจื้อยแจ้ว ชวนให้อารมณ์สดใส สีแสบสดของกระเป๋าหลังพวกเธอเบิกเปลือกตาข้าพเจ้าได้ดีนักเชียว

เด็กๆบางคนแถวนี้ไม่ต้องตื่นเช้าเพราะโรงเรียนอยู่ไม่ไกล เด็กในบ้านใหญ่หลังใกล้เคียงถัดไปออกเดินทางแต่ไก่ยังไม่โห่ เด็กพวกนี้เดินทางไกลและจ่ายค่าเล่าเรียนแสนแพงเพื่อซื้อร่องทางในอนาคต อนาคตเป็นสิ่งที่บิดเบี้ยวไม่ลงรูปลงรอยอยู่ตลอดเวลา สกายวอค์เกอร์น้อยถามท่านอาจารย์โยดาถึงอนาคตของสหายของเขา แม้แต่เจไดก็ไม่อาจคาดเดาสิ่งที่เกิดในอนาคตได้

“มีอนาคต” เป็นคำที่พ่อแม่มักใช้แนมท้ายชีวิตลูกหลานในการดูแล ไม่ผิดที่พ่อแม่จะหวังให้ลูกๆมีอนาคต แน่นอนพวกเขายอมจ่าย เป็นผมก็ยอมจ่าย แต่คงจ่ายไม่มากเพราะอนาคตที่ผมหวังไว้ให้ลูกนั้นมันไม่มากมายเท่าไรนัก ผมคงไม่ต้องจ่ายค่าเรียนร้องเพลงเพราะหากลูกผมไม่เป็นใบ้แต่กำเนิดเขาคงมีสำเนียงเพลงตามธรรมชาติของเขาเอง ผมไม่ต้องจ่ายค่าเรียนศิลปะนั่นเพราะที่โรงเรียนทั่วไปคงมีสอน แต่หากไม่เพียงพอถ้ามือเขาไม่ขาดทั้งสองข้างผมคิดว่าเขียนอะไรก็เขียนมาเถอะ ภาพอะไรก็สวยถ้าไม่ไปวาดบนกำแพงรั้วชาวบ้าน ผมไม่ต้องเสียเงินให้ลูกไปเรียนเต้นรำนั่นเพราะแค่ผมไม่ยอมซื้อของเล่นให้เขา อารามนั้นเองเขาคงเต้นเป็นจ้าวเข้าเป็นแน่ หากมันจะไม่งดงามพอก็มิเป็นไรหรอก เพราะผมไม่อยากให้ลูกเป็นโคโยตี้ หากว่าเต้นเพราะออกกำลังกายตอนเย็นนั้นก็โอเค อันนี้พ่อปลื้ม

ผมจะบ่นเรื่องลูกตัวเองไปทำไมในเมื่ออนาคตเป็นสิ่งบิดเบี้ยวไม่อยู่กับรอยร่อง เด็กๆถูกจับยัดลงไปในรถตู้ที่จะพาพวกเธอส่งจนถึงโรงเรียน ดูแล้วอึดอัดสำหรับคนที่พบเห็น เด็กๆคิดแบบนี้รึเปล่า ไม่หรอก จิตใจของพวกเขากว้างกว่าผู้ใหญ่เยอะ ผมยังเห็นพวกเขาสนุกกับเกมเล็กๆที่หามาเล่นระหว่างที่รถตู้บดล้อลงถนนไปเบื้องหน้า ริ้วยางเป็นทางยาว อนาคตของชาติเดินทางแล้ว ผมเองก็ต้องเดินทางเช่นกัน เดินทางไปกับร่องอนาคต ร่องอนาคตอันแสนถูก…

รองเท้าหนังขัดเสียวาววับ เอกสารนอนสงบเงียบในแฟ้มสะอาด แสงแดดเริ่มชัดเจนส่องให้เห็นร่องรอยตามหนทางเดิน ร่องรอยที่เชิญชวนผู้คนให้เดินไปเบื้องหน้า ร่องรอยแห่งอนาคต

อนาคตอันบิดเบี้ยว

fw.jpg

ดอกบัวในอ่างเล็กๆที่วางอยู่ตรงหน้าโรงซักผ้าหยอดเหรียญ
เมื่อวานนี้แย้มเล็กน้อย พรุ่งนี้คงบาน วันต่อไปคงโรย …