เปิดห้องใหม่มีป้ายแปะข้างหน้าห้องว่า “หนังสือหนังหา” แรกเริ่มเดิมทีคิดจะเขียนถึงหนังสือที่อ่านผ่านมา และ หนังที่หามาดูไม่ว่าจะเป็นหนังโรงเงินล้านหรือว่าหนังแผ่นที่ไม่ได้ลงโรงฉายแต่ได้ใจเจ้าของพื้นที่เช่นข้าพเจ้า
เป้าหมายของข้าพเจ้าคงมิได้ต้องการลงรายละเอียดถึงขนาดเกาแกะแทะเล็มถึงเนื้อหนังเนื้อหามากมายนัก นั้นเพราะมันจะกลายเป็นการสรูปตัดสินใจแทนผู้อ่านผู้ชมมากเกินไป และอาจเป็นการทำลายรสชาติของหนังสือไปเลยก็เป็นได้ เอาเป็นว่าข้าพเจ้าคงทิ้งคำถามแบบเปิดหัวให้ไปลองอ่านดูแล้วคิดเติมเสริมต่อกันเอาเองดีหรือเปล่าขอรับ…
ความสามารถในการรับรสชาติอาหารของแต่ละคนแตกต่างกันอย่างไร ความคิดที่แตกยอดหลังจากการอ่านหนังสือของแต่ละผู้คนย่อมแตกต่างกันออกไป หนังสือมีหลายประเภท หลากหลายรสชาติและสารอาหารสมองที่เป็นองค์ประกอบยิบย้อยก็แล้วแต่ว่าผู้ใดจึงมีความสามารถในการเก็บเกี่ยวได้มากว่ากัน นั่นย่อมขึ้นอยู่กับประสพการณ์ของแต่ละผู้คน
เกริ่นนานขนาดนี้นั้นข้าพเจ้ากำลังจะบอกว่า อย่าเพิ่งเชื่อในรสนิ้วดีดจิ้มของข้าพเจ้านัก จนกว่าท่านจะได้รับรสอักษรด้วยแววตาของท่านเอง ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อกิ่งก้านของท่านผู้อ่านออกผลออกดอกที่มีสีสันแตกต่างจากข้าพเจ้าแล้ว หากไม่เป็นการรบกวนมากเกิน กรุณาเสียสละเวลาที่ท่านจะเอานิ้วมือไปทำอย่างอื่น บอกเล่าบรรยายผลผลิตเหล่านั้นสู่กันอ่าน
แต่อันเนื่องจากข้าพเจ้าเป็นพวกชอบ”เตลิด” ไม่ค่อยอยู่กับรอยร่อง ข้าพเจ้าจึงต้องตั้งกติกาสำหรับสมองตนเองเสียสักสองข้อ ในการบ่นความเกี่ยวกับเรื่องหนังสือหนังหา
๑. ทำไมถึง(ต้อง)อ่าน : หนังสือก็เหมือนอาหารอย่างหนึ่ง บ้างเป็นอาหารเสริม บ้างเป็นอาหารหลัก บ้างเป็นขนมหวานแบ่งกินยามว่าง เข้าห้องน้ำ ทูนกับหัวไว้ก่อนนอน การเลือกหนังสืออ่านก็คงเป็นอารมณ์เดียวกับตอนที่เราเองกำลังนึกถึงว่า “กินอะไรดีวะ?” ใช่แล้วบางทีเราก็เบื่อข้าวแกงอาหารตามสั่งเหมือนกัน ข้อนี้ช่วยให้เรา(ข้าพเจ้า)นึกทบทวนอาการหิวหนังสือว่าทำไม่ถึงหยิบเล่มนั้นนี้
๒. อ่านแล้วเป็นไง : หนังสือบางเล่มอ่านแล้วเกิดคำถาม บางเล่มอ่านแล้วได้คำตอบ คำถามคำตอบเป็นอะไรที่อยู่ด้วยกันอย่างแยกไม่ออก สำหรับบางคนยิ่งอ่านเท่าไหรยิ่งเกิดคำถามในหัวมากมาย หากแม้ผู้ใดก็ตามยินดีเสียเวลาช่วยควานหาหนังสือที่พอจะเป็นคำตอบของหนังสือเล่มหนึ่งได้จึงเป็นพระคุณอย่างยิ่ง
เอาละว่าไปให้ยืดยาวทำไมให้เมื่อยนิ้วเปลืองไฟเปลืองเนตเล่น ไหนลองล้วงเข้าไปในตระกร้าหยิบ”หนังสือหนังหา”มาเล็มเล่นเสียสักสองเล่มเป็นไร …

สายธารแห่งปัญญา : คัมภีร์สร้างสรรค์ชีวิตตามวิถีแห่ง พุทธ เต๋า ขงจื้อ
หงอิ้งหมิง สมัยราชวงศหมิง /เขียน
บุญศักดิ์ แสงระวี /เรียบเรียง
คนอ่านหนังสือเป็น
ควรอ่านจนสะกดกลั้นความพึงพอใจไว้ ไม่อยู่
จึงเข้าใจเนื้อหาได้อย่างถ่องแท้
ผู้สันทัดการสังเกตสรรพสิ่ง
ควรสังเกตุจนซึมซาบเข้าไปในจิตใจ
จึงจะมองเห็นธาตุแท้ ได้ทะลุปรุโปร่ง
นิทัศน์อุทาหรณ์
-๑-
อ่า.. ท่านเหล่าจอมยุทธอย่าเพิ่งรีบชักกระบี่ตีกันเพื่อแย่งชิงคัมภีร์ ข้าน้องขี้เกียจเช็ดเลือด ข้าพเจ้าปัดฝุ่นเล็กน้อยก่อนจักเริ่มเล่าความ เปิดมาหน้าแรกภายในข้าพเจ้ามิได้มองคำนำแต่อย่างใด ข้าพเจ้าพบเจอวันเดือนปีที่ข้าพเจ้าได้คัมภีร์เล่มนี้มาครอบครอง แน่นอนข้าพเจ้ามิต้องเสียเหงื่อแย่งชิงคัมภีร์เฉกเช่นจอมยุทธ์โบราณการณ์ หนังสือเล่มนี้ข้าพเจ้าตีตราเป็นเจ้าของไว้ตั้งแต่ปี ๔๗ เดือน ๑๐ สองปีกว่าที่แล้วเกิดอะไรขึ้นกับข้าพเจ้า ก่อนหน้านี้ข้าพเจ้าแทบไม่รู้จักเหล่านักปราชญ์ตระกูล”จื้อ”ทั้งหลายเหล่า รู้จักคำว่า”เต๋า” เพียงลมผ่านรูหู ถ้าให้อธิบายต้องบอกว่าข้าพเจ้านึกถึงนักพรตที่ถือกระบี่ไม้ ไล่ปราบผีดิบที่กระโดดไปมาไล่กัดคน แฮ…
เต๋ามีแยกแนวคิดหลายแนว มีเต๋าของเล่าจื้อ เต๋าของขงจื้อ และเต๋าแบบพ่อมดหมอผีพวกที่ถือยันต์แปดทิศเดินตรวจดวงดาวไปมานั่นก็เป็นเต๋าอีกแบบหนึ่ง เอ้า!! เข้าเรื่องหนังสือ
“นักวิสาหกิจของญี่ปุ่นคนหนึ่งพูดว่า หนังสือเกี่ยวกับธุรกิจมีเป็นพันเล่ม แต่สู้หนังสือเล่มนี้ไม่ได้” จากคำโปรยปกหลังคราแรกที่ผ่านตาข้าพเจ้าสบทในใจ(ชิ) ไอ้ห่าชื่อมันก็บอกแล้วว่าเป็นคัมภีร์ธรรมมะ เต๋า พุทธ ไม่ใช่หนังสือธุรกิจ สืบต่อจากนั้นเพียงใช้สมองน้อยๆตรองวนเวียนอีกรอบ จึงสบทในใจอีกครั้ง(ชิ) ไอ้ห่า นั่นหมายความว่า หนังสือเล่มนี้มันก็ใช้แทนหนังสือธุรกิจได้นะสิ แวบเดียวกันนั้นข้าพเจ้านึกถึงคำๆว่า “ธรรมาภิบาล”(governance) เอาละเริ่มน่าสนใจใช่มั้ยละพี่น้อง ข้าพเจ้าขอเล็มอ่านอีกรอบ …
-๒-
สายธารแห่งปัญญา เล่มนี้เป็นหนังสือนิทานขอรับ แต่มิใช่เป็นนิทานหลอกเด็กอย่างแน่นอน ข้าพเจ้าเห็นความจริงบางอย่างว่า “นิทาน” เป็นสื่อการสอนที่ดีที่สุดในโลก ศาสนาแต่ละประเทศแต่ละพื้นที่นั้น ใช้นิทานเป็นพาหนะขนถ่ายความคิดปรัชญาของปราชญ์โบราณ สู่เนื้อนาแห่งปัจจุบันกาล จีนแผ่นดินใหญ่เป็นชนเผ่าที่มีอารยธรรมรุ่งเรื่องด้านความคิดคมปรัชญามานับพันๆปี
นิทานแต่ละเรื่องในหนังสือสายธารแห่งปัญญานั้นท่านจึงได้รับรู้ถึง ว่าสายธารสายนี้ไหลผ่านความคิดผู้คนอันหลากหลายและ ชโลมพื้นดินที่แผ่ผ่านไปตลอดเวลา นั่นข้าพเจ้าให้หมายถึงว่า ตลอดเวลาที่ผ่านตาตัวหนังสืออักขระประดามี จิตใจที่คล้ายกับมีปมเงื่อนเชือกรัดอัตตาตนกลับถูกผ่อนคลายอย่างเย็นชื่น ดั่งสายน้ำแห่งปัญญาได้ทำการชะล้างความขุ่นมัวของจิตใจไปจริงๆ
เนื้อหาในเรื่องราวของคัมภีร์เกือบทั้งหมดเอ่ยถึงมุมมองในการมองชีวิตที่ไม่ยึดติดในความมี และนำเสนอคุณค่าของความไม่มี จะว่าไปนั่นก็คล้ายเคียงกับหลักปรัชญาของท่าน จวงจื้อ คือหาประโยชน์จากสิ่งที่ไม่มีประโยชน์ เป็นเช่นนั้นแล้วเรื่องราวส่วนใหญ่จึงเป็นการบอกเล่าถึงวิถีชีวิตในปกติชน คือชนชั้นชาวบ้านทั่วไปนั่นเอง บทสรูปของเนื้อเรื่องมักจบลงด้วยความงอกงามของจิตใจ มิใช่ได้จากวัตถุ ยกตัวอย่างบางตอน
มีสมบัติมากก็ทุกข์ว่าจะสูญเสีย
มั่งมีจึงมิสู้ยากจนซึ่งไร้ความกังวล
มีฐานะสูงก็กลัวว่าจะตกต่ำ
อยู่สูงจึงมิสู้อยู่อย่างต่ำซึ่งอยู่เย็นเป็นสุข
จึงเห็นว่าผู้ประกอบการธุรกิจหากสะสมความั่งมีมากเกินควรก็รังแต่สะสมความทุกข์ใจ หาได้เพิ่มพูนความสูขตามแท้จริง ดังนั้นแล้วในหลายๆเรื่องราวของสายธารแห่งปัญญาจึงชี้นำให้เห็นว่า สิ่งใดคือ “ความสุขอันเที่ยงแท้” ความสุขแบบนี้เป็นความสุขที่ไม่เปลี่ยนแปลงดังคล้ายแสงสว่างของพระอาทิตย์ คือไม่ต้องเปิดสวิชมันก็สว่าง เมื่ออ่านแล้วจึงได้รู้ว่า ความสุขนั้นหาง่ายเหลือเกิน แม้แต่บางทีลมไหวใบไม้พลิ้ว ผู้ที่เข้าถึงแก่นแท้ของความสุขไม่ว่าสิ่งใดในโลกเคลื่อนใหวล้วนแล้วเป็นความสุขที่จะหยิบมาใช้ได้
สายธารญแห่งปัญญาจึงมิใช่สายธารที่ให้ผู้คนได้เก็บเกี่ยวผลประโยชน์ทางวัตถุ หากแต่เป็นธารใสที่ใช้ชโลม อัตตาที่เกาะกุมจิตใจให้มลายลง เมื่อนั่นท่านจึงใด้พบหนทาง(มรรค) ที่เป็นทางโปร่งโล่งเลี่ยนให้ท่านสัญจรเดินทางต่อไป …
เขียนหนังสือควรเรียบง่ายถึงจะก้าวหน้า
การฝึกตนควรเรียบง่ายจึงจะสำเร็จ
ความเรียบง่ายมีความหมายสุดหยั่ง
ดั่งสุนัขเห่าในดงดอกท้อ ไก่ขันในดงหม่อน
นับเป็นทัศนียภาพแสนบริสุทธิ์
ส่วนวงเดือนบนหนองน้ำหนาวยะเยือก
นกเกาะบนต้นไม้โบราณ
แม้ภาพวาดฝีมือจะเลิศ
แต่กลับให้ความรู้สึกว่า
บรรยากาศช่างเงียบเหงาอ้างว้างยิ่งนัก
ข้าพเจ้าอ่านจนจบ หน้าสุดท้ายมีความรู้สึกอย่างหนึ่งในตอนนี้ ซึ่งไม่ต่างจากเมื่อสองปีที่แล้วที่ข้าพเจ้าอ่านจบว่า ถ้าใครถามหาหนังสือธรรมมะดีๆสักเล่มหรือใครที่อยากเรียนรู้เต๋า ข้าพเจ้าจะไม่ลังเลเลยที่จะหยิบยก ชื่อของ”สายธารแห่งปัญญา”เล่มนี้เอื่อนเอ่ยออกไป…
…

เทวดาที่โหล่ : นิยายอบอุ่นอ่อนโยนที่ส่งเสริมให้เด็กตระหนักถึงคุณค่าของ”ความพยายาม”
โอคะดะ จุน / เขียน
ปริวัณย์ เยี่ยมแสนสุข / แปล
-๑-
“เทวดาที่โหล่”อ่า..แค่ชื่อก็โดนแล้วขอรับนี่ยังไม่ทันได้พลิกเปิดดูเนื้อเรื่องข้างในเลย ข้าพเจ้าก็ไล่ตาไปที่ปกหลังอย่างเป็นธรรมเนียมส่วนตัวของการเลือกหาหนังสือของข้าพเจ้าไปเสียแล้ว
สามบรรทัดสุดท้ายของปกหลัง
“แต่การพยายามจะเป็นที่โหล่นั่นดีแน่หรือ…?”
“และความพยายามจะเป็นที่หนึ่งละ…ดีรึปล่า?”
(อ้าวไหนบอกสามบรรทัด?)
หนังสือที่น่าสนใจมีอย่างหนึ่งที่คล้ายกันคือ “ทำให้เกิดความสงสัย” อะหะ ใช่แล้วขอรับคำโปรยมีผลเหลือเกินสำหรับเป็นสิ่งโน้มน้าวนิ้วมือให้กรีดหน้าต่อไปต่อไปและต่อๆ จนจบหน้า
“เออวะ?” ความสงสัยผุดขึ้นในหัวข้าพเจ้าแล้วเกี่ยวกับเรื่อง”ที่โหล่” และตัวเทวดาน้อยๆโปร่งแสงตัวที่เหาะผ่านหน้าปกนั่นด้วย แหมสีสันหน้าปกมันช่างสดใสสมกับหนังสือสำหรับเด็กแลเยาว์ชนเลยทีเดียวเทียว เอาละตามความสงสัยกับความสดสวยของปกหนังสือไปกันดีกว่า

-๒-
“ลูกคิดยังไงกับเรื่องของพ่อ”
“คิดยังไง?”
“เรื่องที่พ่อมักพูดติดปากเสมอว่า ต้องเอาชนะทุกคนไงล่ะ แม่สงสัยว่าการมุ่งมั่นทำงานชนิดที่ไม่ยอมแพ้ใครเป็นเรื่องดีจริงๆหรือเปล่า แล้วพ่อพอใจแบบนั้นจริงหรือ พ่อเอาแต่วิ่งไปวุ่นมา พร่ำพูดว่างานยุ่ง งานยุ่ง ต้องคอยเร่งฝีเท้าวิ่งให้เร็วขึ้น เร็วขึ้น วิ่งไปวิ่งไป ในที่สุดก็ล้มไม่เป็นท่า “
แม่จ้องถ้วยน้ำชาในมือทั้งสอง
“บางทีพ่ออาจจะคิดว่า สิ่งที่ทำไปคือความพยายาม แต่แม่จะบอกให้นะ ถ้าความพยายามคือการใช้ชีวิตเหมือนพ่อ หรือการพยายามหมายถึงการต้องเอาชนะคนอื่นแล้วละก็ ฮาจิเม แม่ไม่อยากให้ลูกพยายามทำอะไรเลย”
น้ำตาล่วงจากดวงตาของแม่ ผู้ที่ไม่ได้ร้องไห้เลยตลอดช่วงงานศพ(ของพ่อ)
ฮาจิเม ตัวเอกของเรื่องกับห้องเรียนใหม่ของเขา เรื่องราวทั้งหมดหลังจากนี้เป็นเรื่องที่ข้าพเจ้าไม่อยากเล่าเลย เนื่องเพราะว่า ข้าพเจ้าอยากให้เหล่าพี่น้องทั้งหลายเหล่าได้ลองเล็มเลียดอักษรต่อจากนี้ด้วยตัวเอง แล้วท่านพี่ทั้งหลายจะเห็นเป็นเช่นเดียวกับข้าพเจ้าว่า “โชคดีเหลือเกินที่เอ็งไม่เล่าออกมา” นั่นอาจเป็นเพราะว่าหากเล่าแล้วอาจไม่ได้รสเท่ากับเนื้อหาตามจริงและข้าน้องเองก็ไม่อยากให้ยอดขายของหนังสือกระทบกระเทือน เพราะบอกเรื่องราวเสียหมดเปลือก แต่ว่าจะทำอย่างไรจึงจะเร่งเร้าให้นิ้วของท่านพี่ๆให้เจียดเงินในกระปุก อุดหนุนหนังสือเล็กๆเล่มนี้เล่า
คำถาม ..? อ่าข้าพเจ้าจึงตั้งคำถาม
๑) เรื่องราวจะเป็นอย่างไรถ้าฮาจิเมสามารถมองเห็นเทวดาตัวน้อยในห้องเรียนเพียงคนเดียว เพราะเขาทำคะแนนสอบได้ที่โหล่ อ่า.. (ไม่บอกไปอ่านเอง)
๒) เรื่องราวจะสนุกขนาดใหน ที่ฮาจิเมพยามที่จะได้ที่โหล่ในทุกๆเรื่องเพื่อที่จะได้พูดคุยกับเพื่อนตัวเล็ก ?
๓) เรื่องราวจะน่าติดตามเพียงใดเมื่อ เด็กในห้องเรียนต่างอยากเห็นเจ้าเทวดาที่โหล่ตนนี้ ?(ตายห่านี่มิใช่ว่าจะเป็นที่โหลทั้งห้องหรอกหรือ)
๔) จะเป็นยังไงถ้าเด็กๆในห้องเรียนได้คะแนนสอบเต็มทุกคนและสอบได้ 0 คะแนนกันเกือบทุกคนในวันเดียวกัน (เป็นไงละ ก็งงนะสิ)
แหละเมื่อตาของท่านไล้ผิวอักษรเรื่องราวจวบจนตัวสุดท้ายแล้ว คำถามที่ว่า
“แต่การพยายามจะเป็นที่โหล่นั่นดีแน่หรือ…?”
“และความพยายามจะเป็นที่หนึ่งละ…ดีรึปล่า?”
คำถามข้างต้นนั้นคนที่ตอบได้ดีที่สุดคือท่านผู้อ่านเอง ข้าพเจ้าเพียงบอกได้เพียงว่า “เทวดาที่โหล่” นั้นได้สอนข้าพเจ้าให้มองการทำงานเพื่อบรรลุถึงเป่าหมายไปอีกแบบ ชัยชนะหอมหวานเช่นนั้นเชียวหรือ ไม่เลย และอีกข้อหนึ่งที่ผู้ใหญ่จะหันมาให้ความสำคัญในข้อนี้คือ เด็กมักจะมีความพยายามอย่างมากที่เดียวเทียวกับสิ่งที่เขาสนใจ พวกเขาทำได้แม้กระทั้งยอมสอบได้ “0″ คะแนน
…
จบเรื่องราวของ“หนังสือหนังหา”ในครั้งแรกนี้ ข้าพเจ้ายินดีอย่างหนึ่งคือ ข้าพเจ้าทำมันจนจบแล้วเพราะที่ผ่านมาหลายวันตอกนิ้วไม่ต่อเนื่องงานการก็จี้หลังอยู่ตลอดเวลา นึกว่าเรือจะล่มเสียไม่เป็นท่า แต่พอพรมนิ้วลงบรรทัดสุดท้าย ข้าพเจ้าให้หายใจโล่งท้อง ฮ่า….. เสร็จเสียที หลังจากนี้จะค่อยๆหยิบหนังสือมาเล็มเล่นต่อไป อะไรที่ขาดตกบกพร่องไปหากไม่เหลือกบากกว่าแรง ขอพี่ท่านทั้งหลายเหล่าช่วยชี้แนะด้วยก็แล้วกันขอรับ…
คารวะ